13/6/54

ยอมรับความรักของพระเจ้า

ขณะนี้  คุณได้เข้าใจอย่างแน่นอนแล้วว่า คำว่า "ยิ้มหน่อยนะ พระเจ้ารักคุณ"  มีความหมายมากกว่าการเป็นเพียงคำขวัญเก๋ ๆ ที่พิมพ์อยู่บนสติกเกอร์ติดกันชนรถยนต์  ความรักของพระเจ้านั้น เป็นเรื่องซับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับบุคลิกทั้งหมดของพระเจ้า  เกี่ยวข้องกับการสำแดงความรักของพระองค์ในวิถีทางที่แตกต่างกัน  และความหลากหลายของการตอบสนองที่มีต่อความรักของพระองค์
ถ้าคุณเป็นคริสเตียน  คุณกำลังทำอะไรบ้างเพื่อตอบสนองความรักที่ไม่มีเงื่อนไขของพระเจ้าที่มีต่อคุณ  และคุณกำลังทำอะไรเพื่อให้คุณรักษาตัวเองให้อยู่ในความรักนี้ และชื่นชมยินดีในความรักนั้นอยู่เสมอ  คุณกำลังทำให้ดีที่สุดที่จะเชื่อฟังพระบัญชาของพระองค์ และยอมให้พระวิญญาณบริสุทธิ์นำคุณหรือไม่  คุณกำลังอ่านพระคัมภีร์ อธิษฐาน ปรนนิบัติผู้อื่น ไปคริสตจักรที่ยึดในหลักพระคัมภีร์อย่างสม่ำเสมอหรือ  คุณรับใช้อยู่หรือไม่  ถ้าไม่ ก็ถึงเวลาแล้วที่จะเริ่มต้นกระทำ
ถ้าคุณไม่ได้เป็นคริสเตียน  คุณอยากจะเปิดความคิดและจิตใจของคุณให้กับความรักของพระเจ้าที่มีต่อคุณหรือยัง  พระคัมภีร์กล่าวว่า

"ความรักที่ข้าพเจ้าพูดถึงนี้มิใช่ที่เรารักพระเจ้า แต่ที่พระองค์ทรงรักเรา และทรงใช้พระบุตรของพระองค์มาทรงเป็นผู้ลบล้างพระอาชญาที่ตกกับเราทั้งหลายเพราะบาปของเรา" (1ยอห์น 4:10)

ใช่แล้ว  พระเยซูคริสต์มายังโลกนี้ เพื่อตายแทนคุณ  เพื่อไถ่คุณให้พ้นจากความบาป  พระเยซูคริสต์เป็นของขวัญแห่งความรักของพระเจ้าที่ประทานให้คุณ
แต่ของขวัญที่ดีที่สุดในโลกนี้จะไม่มีความหมายใด ๆ เลย  ถ้าถูกห่อแล้ววางไว้บนหิ้งเฉย ๆ  จงรับของขวัญแห่งความรักของพระเจ้า  รับองค์พระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของคุณ  ทูลขอพระองค์ให้ช่วยเหลือคุณเดี๋ยวนี้  พระคัมภีร์กล่าวว่า

"เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์" (ยอห์น 3:16)


จากหนังสือ พระเจ้ารักฉันอย่างไร
(How Does God Love Me?)
เขียนโดย มาร์ติน อาร์เดอ ฮานห์ เขียน
แปลโดย วรินทรา
เรียบเรียงโดย กนกบรรณสาร
สำนักพิมพ์ กนกบรรณสาร

ฉันจะรักตัวเองอย่างไร

เราเห็นแล้วว่าพระคัมภีร์สอนไว้อย่างชัดเจนว่า  พระเจ้าเป็นบุคคลที่รักเราเป็นส่วนตัวได้  และเนื่องจากความรักนั้นมีทั้งที่มีเงื่อนไข และไม่มีเงื่อนไข  จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเราที่จะทำทุกสิ่งที่เราทำได้เพื่อให้เรารู้จักระมัดระวังรักษาตัวเองไว้ในความรักนั้น  โดยที่เราต้องเรียนรู้ และมีประสบการณ์ในความรักนั้น
ยูดาเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า

"แต่ส่วนท่านที่รักทั้งหลายนั้น จงสร้างตัวของท่านขึ้นบนหลักคำสอนอันบริสุทธิ์ของท่านที่เชื่อกันอยู่ และจงอธิษฐานในพระวิญญาณบริสุทธิ์  จงรักษาตัวไว้ให้ดำรงในความรักของพระเจ้า คอยพระกรุณาของพระเยซูคริสตเจ้าของเราจนกว่าจะได้ชีวิตนิรันดร์" (ยูดา 20-21)

ยูดายอมรับว่า เราสามารถทำได้มากกว่าที่เรากำลังทำอยู่ เพื่อจะได้รับความรักของพระเจ้า และสำแดงความรักนั้นต่อคนอื่น ๆ  ข้อความนี้เป็นการกล่าวย้ำถึงสิ่งที่พระเยซูคริสต์ตรัสกับสาวกของพระองค์ว่า
"พระบิดาทรงรักเราฉันใด เราก็รักท่านทั้งหลายฉันนั้น จงยึดมั่นอยู่ในความรักของเรา  ถ้าท่านทั้งหลายประพฤติตามบัญญัติของเรา ท่านก็จะยึดมั่นอยู่ในความรักของเรา เหมือนดังที่เราประพฤติตามพระบัญญัติของพระบิดา และยึดมั่นอยู่ในความรักของพระองค์ (ยอห์น 15:9-10)
ในที่นี้ พระเยซูเตือนเราอีกครั้งหนึ่งว่า เมื่อพูดถึงความรักของพระเจ้า ก็มีทั้งความรักที่อาจสูญเสียไป และไม่อาจสูญเสียไป  ถ้าพระเยซูคริสต์เองตรัสว่า พระองค์ยึดมั่นในความรักของพระบิดา โดยการกระทำสิ่งที่พระบิดาประสงค์ให้พระองค์กระทำแล้วล่ะก็  เราก็ควรตระหนักว่าเราเองควรจะทำเช่นนั้นเช่นกัน  ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า ไม่ว่าพระบิดาจะรักเรามากเพียงใดก็ตาม  เราก็มีโอกาสสูญเสียความชื่นชมยินดี และความรู้สึกถึงความรักนั้น หากเราใช้ชีวิตที่พระเจ้าไม่พอพระทัย และเอาอย่างโลกนี้

จากหนังสือ พระเจ้ารักฉันอย่างไร
(How Does God Love Me?)
เขียนโดย มาร์ติน อาร์เดอ ฮานห์ เขียน
แปลโดย วรินทรา
เรียบเรียงโดย กนกบรรณสาร
สำนักพิมพ์ กนกบรรณสาร

8/6/54

วันสะบาโต

คำถาม: คริสเตียนต้องร้กษาวันสะบาโตไหม?

คำตอบ:
บ่อยครั้งมีการอ้างว่า “พระเจ้าทรงสถาปนาวันสะบาโตในสวนเอเดน” เนื่องจากการเกี่ยวข้องระหว่างวันสะบาโตและการทรงสร้างในหนังสืออพยพ 20:11 แม้ว่าการที่พระเจ้าจะทรงพักผ่อนในวันที่เจ็ด (ปฐมกาล 2:3) จะเป็นเงาในการตั้งกฎแห่งวันสะบาโตในอนาคตขึ้นมาก็ตาม ก่อนหน้าที่ชนชาติอิสราเอลจะออกจากอียิปต์พระคัมภีร์ไม่ได้พูดถึงวันสะบาโตเลย ไม่มีพระคัมภีร์ตอนไหนที่บอกว่าผู้คนตั้งแต่สมัยอาดัมจนถึงโมเสสยึดถือวันสะบาโต

พระวจนะของพระเจ้าตรัสไว้อย่างชัดเจนว่าการรักษาวันสะบาโตเป็นหมายสำคัญระหว่างพระเจ้าและชนชาติอิสราเอล “โมเสสขึ้นไปเฝ้าพระเจ้า พระเจ้าตรัสจากภูเขานั้นว่า "บอกวงศ์วานยาโคบและชนชาติอิสราเอลดังนี้ว่า`พวกเจ้าได้เห็นกิจการซึ่งเรากระทำกับชาวอียิปต์แล้ว และที่เราเทิดชูเจ้าขึ้น ดุจดังด้วยปีกนกอินทรี เพื่อนำเจ้ามาถึงเรา เหตุฉะนั้นถ้าเจ้าฟังเสียงเรา และรักษาพันธสัญญาของเราไว้ เจ้าจะเป็นกรรมสิทธิ์ของเราที่เราเลือกสรรท่ามกลางชนชาติทั้งปวง เพราะแผ่นดินทั้งสิ้นเป็นของเรา” (อพยพ 19:3–5)

“เหตุฉะนี้ ชนชาติอิสราเอลจึงถือวันสะบาโตตลอดชั่วชาติพันธุ์ของเขาเป็นพันธสัญญาเนืองนิตย์ เป็นหมายสำคัญระหว่างเรากับชนชาติอิสราเอลว่า ในหกวันพระเจ้าได้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก แต่ในวันที่เจ็ดพระองค์ได้ทรงงดการงานไว้ และได้ทรงหย่อนพระทัยในวันนั้น” (อพยพ 31:16–17)

ในเฉลยธรรมบัญญัติ 5 โมเสสโยงบัญญัติสิบประการไปถึงชนชาติอิสราเอลรุ่นถัดไป ในตอนนี้ หลังจากที่ได้สั่งให้พวกเขารักษาวันสะบาโตในข้อ 12-14 แล้ว โมเสสยังให้เหตุผลว่าทำไมคนอิสราเอลจึงต้องรักษาวันสะบาโต: “จงระลึกว่าเจ้าเคยเป็นทาสอยู่ในแผ่นดินอียิปต์ และพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าได้พาเจ้าออกมาจากที่นั่นด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ และด้วยพระกรที่เหยียดออก เหตุฉะนี้พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าได้ทรงบัญชาให้เจ้ารักษาวันสะบาโต” (เฉลยธรรมบัญญัติ 5:15)

จงสังเกตคำว่าเหตุฉะนี้ พระประสงค์ของพระเจ้าในการกำหนดวันสะบาโตให้กับคนอิสราเอลไม่ใช่เพื่อให้พวกเขาจำการทรงสร้าง แต่เพื่อให้พวกเขาจำการเป็นทาสในอียิปต์และการทรงปลดปล่อยพวกเขาให้เป็นอิสระ จงสังเกตุข้อเรียกร้องในการรักษาวันสะบาโต: คนที่ถือวันสะบาโตออกจากที่พักของตนไม่ได้ (อพยพ 16:29), ก่อไฟไม่ได้ (อพยพ 35:3) ให้ใครทำการงานใด ๆ ไม่ได้ (อพยพ 5:14) ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎแห่งวันสะบาโตจะต้องถูกลงโทษถึงตาย (อพยพ 31:15; กันดารวิถี 15:32–35)

จากการค้นคว้าข้อพระคัมภีร์ในพันธสัญญาใหม่เราได้พบหัวข้อสำคัญสี่หัวข้อคือ: 1) เมื่อใดที่พระคริสต์ปรากฏพระองค์ในสภาพหลังการฟื้นคืนพระชนม์และมีการบอกวันไว้ วันนั้นจะเป็นวันแรกของสัปดาห์เสมอ (มัทธิว 28:1, 9, 10; มาระโก 16:9; ลูกา 24:1, 13, 15; ยอห์น 20:19, 26) 2) ครั้งเดียวที่วันสะบาโตถูกกล่าวถึงตั้งแต่ในหนังสือกิจการจนถึงวิวรณ์ก็เพื่อการประกาศต่อคนยิว และสถานที่ในการประกาศก็คือในธรรมศาลา (กิจการยทที่ 13–18) ท่านเปาโลเขียนว่า “ต่อพวกยิว ข้าพเจ้าก็ทำตัวเหมือนยิว เพื่อจะได้พวกยิว” (1 โครินธ์ 9:20) ท่านเปาโลไม่ได้ไปที่ธรรมศาลาเพื่อมีสามัคคีธรรมและเสริมสร้างธรรมิกชน แต่เพื่อให้พวกเขารู้สึกผิดและช่วยผู้หลงหายให้รอด 3) ครั้งหนึ่งท่านเปาโลประกาศว่า “ตั้งแต่นี้ไปข้าพเจ้าจะไปหาคนต่างชาติ” (กิจการ 18:6), วันสะบาโตไม่ได้ถูกกล่าวถึงอีกเลย, และ 4) แทนที่ส่วนที่เหลือในพระคัมภีร์ใหม่จะเสนอแนะให้ยึดติดกับวันสะบาโต, ข้อพระคัมภีร์กลับชี้แนะไปยังทิศทางตรงกันข้าม (รวมถึงข้อยกเว้นหนึ่งข้อจากหนังสือโคโลสี 2:26 สำหรับข้อ 3 ข้างต้น)

หากเราดูให้ละเอียดยิ่งขึ้น ข้อ 4 ข้างต้นจะเปิดเผยว่าไม่ได้มีการบังคับให้ผู้เชื่อในพันธสัญญาใหม่รักษาวันสะบาโต และแสดงให้เห็นด้วยว่าแนวความคิดที่ว่าวันอาทิตย์เป็นวัน “สะบาโตสำหรับคริสเตียน” ไม่มีในพระคัมภีร์เช่นเดียวกัน ดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น มีอยู่ครั้งเดียวที่วันสะบาโตถูกนำมากล่าวถึงหลังจากที่ท่านเปาโลเริ่มเน้นที่คนต่างชาติ, “เหตุฉะนั้นอย่าให้ผู้ใดพิพากษาปรักปรำท่านในเรื่องการกินการดื่ม ในเรื่องเทศกาล วันต้นเดือน หรือวันสะบาโตสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเงาของเหตุการณ์ที่จะมีมาในภายหลัง แต่กายนั้นเป็นของพระคริสต์” (โคโลสี 2:16–17) วันสะบาโตของชาวยิวได้ถูกลบล้างออกไปที่กางเขนที่ซึ่งพระคริสต์ “ทรงฉีกกรรมธรรม์ซึ่งได้ผูกมัดเราด้วยบัญญัติต่างๆซึ่งขัดขวางเรา” (โคโลสี 2:14)

แนวความคิดนี้ได้ถูกย้ำมากกว่าหนึ่งครั้งในพันธสัญญาใหม่: “คนหนึ่งถือว่าวันหนึ่งดีกว่าอีกวันหนึ่ง แต่อีกคนหนึ่งถือว่าทุกวันเหมือนกัน ขอให้ทุกคนมีความแน่ใจในความคิดเห็นของตนเถิด ผู้ที่ถือวันก็ถือเพื่อถวายเกียรติแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ที่กินก็กินเพื่อถวายเกียรติแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะเขาขอบพระคุณพระเจ้า และผู้ที่ไม่ได้กิน ก็มิได้กิจเพื่อถวายเกียรติแค่องค์พระผู้เป็นเจ้า และยังขอบพระคุณพระเจ้า” (โรม 14:5–6ก) “แต่บัดนี้เมื่อท่านรู้จักพระเจ้าแล้ว หรือที่ถูกก็คือพระเจ้าทรงรู้จักท่านแล้ว เหตุไฉนท่านจึงจะกลับไปหาวิญญาณต่างๆซึ่งอ่อนแอและอเนจอนาถ และอยากจะเป็นทาสของสิ่งเหล่านั้นอีก ท่านถือวัน เดือน ฤดู และปี” (กาลาเทีย 4:9–10)

แต่บางคนอ้างว่ากษัตริย์คอนสแตนตินได้ “เปลี่ยน” วันสะบาโตจากวันเสาร์มาเป็นวันอาทิตย์ในปีคศ 321 คริสตจักรในยุคแรกประชุมนมัสการกันวันไหน? พระคัมภีร์ไม่เคยพูดถึงการเข้ามาชุมนุมกันของผู้เชื่อเพื่อมีสามัคคีธรรมและนมัสการในวันสะบาโต (วันเสาร์) ไหนเลย แต่มีข้อพระคัมภีร์หลายข้อที่กล่าวถึงวันแรกของสัปดาห์ ยกตัวอย่างเช่น, หนังสือกิจการ 20:7 กล่าวว่า “ในวันต้นสัปดาห์เมื่อพวกสาวกประชุมกันทำพิธีหักขนมปัง” ใน 1 โครินธ์ 16:2 ท่านเปาโลหนุนใจผู้เชื่อชาวเมืองโครินธ์ว่า “ทุกวันต้นสัปดาห์ให้พวกท่านทุกคนเก็บผลประโยชน์ที่ได้รับไว้บ้าง” เนื่องจากท่านเปาโลได้ระบุให้การถวายทรัพย์นี้เป็น “การปรนิบัติ” ในหนังสือ 2 โครินธ์ 9:12 ดังนั้นการถวายนี้คงเกี่ยวข้องไปถึงการประชุมนมัสการของคริสเตียนในวันอาทิตย์ ตามประวัติศาสตร์ วันอาทิตย์ ไม่ใช่วันเสาร์ คือวันประชุมตามปกติของคริสเตียนในคริสตจักร และการปฏิบัตินี้ยึดถือกันมาตั้งแต่สมัยศตวรรษแรก

วันสะบาโตเป็นวันที่ถูกกำหนดไว้สำหรับคนอิสราเอล วันสะบาโตยังคงเป็นวันเสาร์ ไม่ใช่วันอาทิตย์ และไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย แต่วันสะบาโตเป็นส่วนหนึ่งของธรรมบัญญัติในพันธสัญญาเดิม และคริสตเตียนเป็นอิสระแล้วจากพันธนาการแห่งธรรมบัญญัติ (กาลาเทีย 4:1-26; โรม 6:14) การรักษาวันสะบาโตไม่ได้เป็นข้อเรียกร้องสำหรับคริสเตียน ไม่ว่าจะเป็นวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ วันแรกของสัปดาห์ (วันอาทิตย์, วันขององค์พระผู้เป็นเจ้า) (วิวรณ์ 1:10) เป็นวันเฉลิมฉลองการทรงสร้างใหม่โดยมีพระคริสต์ทรงเป็นผู้นำที่ฟื้นคืนพระชนม์ เราไม่จำเป็นที่จะต้องยึดถือวันสะบาโตตามกฎของโมเสส (วันพักผ่อน) เพราะบัดนี้เราเป็นอิสระแล้วที่จะติดตามพระคริสต์ผู้ทรงฟื้นคืนพระชนม์ (ปรนิบัติ) อัครทูตเปาโลบอกว่าคริสเตียนแต่ละคนควรตัดสินใจว่าจะรักษาวันสะบาโตหรือไม่ “คนหนึ่งถือว่าวันหนึ่งดีกว่าอีกวันหนึ่ง แต่อีกคนหนึ่งถือว่าทุกวันเหมือนกัน ขอให้ทุกคนมีความแน่ใจในความคิดเห็นของตนเถิด” (โรม 14:5) เราสมควรที่จะนมัสการพระเจ้าทุกวัน ไม่ใช่เพียงแค่วันเสาร์หรือวันอาทิตย์เท่านั้น

พิธีศีลมหาสนิท

พิธีมหาสนิท เป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ ที่พระเยซูคริสต์ ได้สอนให้เรากระทำ
"23 เพราะว่าเรื่องซึ่งข้าพเจ้าได้มอบไว้กับท่านแล้วนั้น ข้าพเจ้าได้รับจากองค์พระผู้เป็นเจ้า คือในคืนที่เขาอายัดพระเยซูเจ้านั้น พระองค์ทรงหยิบขนมปัง
24 ครั้นขอบพระคุณแล้วจึงทรงหัก แล้วตรัสว่า
'นี่เป็นกายของเรา ซึ่งให้แก่ท่านทั้งหลาย จงกระทำอย่างนี้ให้เป็นที่ระลึกถึงเรา'

25 เมื่อรับประทานแล้ว พระองค์จึงทรงหยิบถ้วยด้วยอาการอย่างเดียวกัน ตรัสว่า
'ถ้วยนี้คือพันธสัญญาใหม่ โดยโลหิตของเรา เมื่อท่านดื่มจากถ้วยนี้เวลาใด จงดื่มเป็นที่ระลึกถึงเรา'

26
เพราะว่าเมื่อท่านทั้งหลายกินขนมปังนี้และดื่มจากถ้วยนี้เวลาใด ท่านก็ประกาศการวายพระชนม์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า จนกว่าพระองค์จะเสด็จมา" (1โครินธ์ 11:23-26)
เมื่อเราจะพิจารณาถึงพิธีมหาสนิท  เราจำเป็นต้องพิจารณาถึงพิธีปัสกา  ซึ่งเป็นพิธีต้นแบบของพิธีมหาสนิทนี้  ซึ่งจะทำให้เราเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น (แม้ว่าพิธีปัสกา เราไม่จำเป็นจะต้องกระทำแล้วและได้เปลี่ยนรูปแบบไปแล้ว เนื่องจากเป็นพิธีที่เล็งถึงการเสด็จมาช่วยมนุษย์จากบาปของพระเยซูคริสต์  และพระเยซูคริสต์ได้ทรงกำหนดพิธีมหาสนิทใช้แก่เราที่จะกระทำตาม)
"1 พระเจ้าตรัสกับโมเสสและอาโรนในประเทศอียิปต์ว่า
2 'ให้เดือนนี้เป็นเดือนเริ่มต้นสำหรับเจ้าทั้งหลาย ให้เป็นเดือนแรกในปีใหม่สำหรับพวกเจ้า
3 จงสั่งชุมนุมคนอิสราเอลว่า ในวันที่สิบเดือนนี้ ให้ผู้ชายทุกคน เตรียมลูกแกะ(คำฮีบรูหมายความว่า ลูกแกะ หรือ ลูกแพะ ก็ได้) ครอบครัวละตัว ตามตระกูลของตน
4 ถ้าครอบครัวใดมีคนน้อยกินลูกแกะตัวหนึ่งไม่หมด ก็ให้รวมกับเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกันเตรียมลูกแกะ ตัวหนึ่งตามจำนวนคนตามที่เขาจะกินได้กี่มากน้อย ให้นับจำนวนคนที่จะกินลูกแกะนั้น
5 ลูกแกะของเจ้า ต้องปราศจากตำหนิ เป็นตัวผู้อายุไม่เกินหนึ่งขวบ เจ้าจงเอามาจากฝูงแกะ หรือฝูงแพะ
6 จงเก็บไว้ให้ดีถึงวันที่สิบสี่เดือนนี้ แล้วในเย็นวันนั้น ให้ที่ประชุมของคนอิสราเอลทั้งหมด ฆ่าลูกแกะของเขา
7 แล้วเอาเลือดทาที่ไม้วงกบประตูทั้งสองข้าง และไม้ข้างบน ณ เรือนที่เขาเลี้ยงกันนั้นด้วย
8 ในคืนวันนั้นให้เขากินเนื้อปิ้ง กับขนมปังไร้เชื้อ และผักรสขม
9 เนื้อที่ยังดิบหรือเนื้อต้มอย่ากินเลย แต่จงปิ้งทั้งหัวและขา และเครื่องในด้วย
10 จงกินให้หมดอย่าให้มีเศษเหลือจนถึงเวลาเช้า เศษเหลือถึงเวลาเช้าก็ให้เผาเสีย
11 เจ้าทั้งหลายจงเลี้ยงกันดังนี้ คือให้คาดเอว สวมรองเท้า และถือไม้เท้าไว้ และรีบกินโดยเร็ว การเลี้ยงนี้เป็นปัสกา(คำฮีบรูเข้าใจกันว่า หมายความว่า การผ่านเว้น ดูข้อ 13) ของพระเจ้า
12 เพราะในคืนวันนั้น เราจะผ่านไปในประเทศอียิปต์ และเราจะประหารลูกหัวปีทั้งหมดในอียิปต์ทั้ง ของมนุษย์และของสัตว์ และเราจะพิพากษาลงโทษพระทั้งปวงของอียิปต์ เราคือพระเจ้า
13 แต่เลือดที่บ้านที่เจ้าทั้งหลายอยู่นั้น จะเป็นหมายสำคัญสำหรับเจ้า เมื่อเราเห็นเลือดนั้น เราจะผ่านเว้นเจ้าทั้งหลายไป จะไม่มีภัยพิบัติบังเกิดแก่เจ้า ขณะที่เราประหารชาว อียิปต์" (อพยพ 12:1-13)
จากเหตุการณ์ในสมัยโมเสส คืนที่พระเจ้าจะทรงประหารบุตรหัวปีของชาวอียิปต์นั้น  พระเจ้าได้ทรงประทานพิธีปัสกาให้แก่ชาวอิสราเอล  ซึ่งถ้าชาวอิสราเอลกระทำตาม  พระองค์ก็จะทรงเว้นจากชีวิตของบุตรหัวปีของบ้านนั้นไป  เป็นการช่วยชีวิตแก่บุตรหัวปีชาวอิสราเอล
ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับพิธีมหาสนิทนั้น  เป็นพิธีที่พระเยซูคริสต์ทรงสถาปนาขึ้น  เพื่อเป็นเครื่องหมายที่บ่งถึงการเว้นจากพระอาชญา  ซึ่งไม่ใช่เพียงบุตรหัวปีเท่านั้น  แต่เป็นพวกเราทุกคน  ซึ่งสมควรต่อพระอาชญา  แต่เพราะพระเยซูทรงยอมสละชีวิตเพื่อตายแทนพวกเราทุกคน  เราจึงได้รับการละเว้นจากพระอาชญาจากพระเจ้า
ปัสกาเป็นพิธีที่ศักดิ์สิทธิ์ และบริสุทธิ์  และคนที่ไม่ได้รับการชำระตน จะไม่มีสิทธิในพิธีนี้  แม้แต่ของทุกอย่างที่เข้าสู่พิธีนี้ ก็จะมีการเตรียมเป็นพิเศษ
แต่ทว่า บางเงื่อนไข เมื่อไม่มีโอกาสได้เตรียมตัว  จึงไม่จำเป็นต้องมีการชำระตัว 
"18 เพราะว่ามวลชนนั้น คนเป็น อันมากที่มาจากเอฟราอิม มนัสเสห์ อิสสาคาร์ และเศบูลุนยังไม่ได้ชำระตน แต่เขาก็รับประทานปัสกาผิดต่อข้อที่กำหนดไว้ เพราะว่าเฮเซคียาห์ทรงอธิษฐานเผื่อเขาว่า 'ขอพระเจ้าผู้ประเสริฐทรงให้อภัยแก่ทุกๆคน
19 ผู้ปักใจเสาะหาพระเจ้า คือพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเขา ถึงแม้ว่าจะไม่เป็นไปตามกฎของความบริสุทธิ์แห่งสถาน นมัสการนี้'
20 พระเจ้าทรงฟังเฮเซคียาห์และทรงรักษาประชาชน" (2พงศาวดาร 30:18-20)
ซึ่งกรณีเช่นนี้ ไม่ได้ใช้ทั่วไป และไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างในปัจจุบันได้  เพราะว่า ในพระธรรม 1 โครินธ์ ได้บอกถึงโทษของการเข้าสู่พิธีนี้อย่างไม่สมควรไว้อย่างชัดเจน
ดังนั้น  การจะเข้าร่วมพิธีมหาสนิทก็เช่นเดียวกัน เราจะต้องมีการเตรียมตัว เตรียมชีวิตของเราให้พร้อมก่อนที่จะเข้าร่วมสู่พิธีศักดิ์สิทธิ์นี้ โดยก่อนที่จะเข้าพิธีนี้ควรจะมีการเตรียมตัว มีการสารภาพบาป เพื่อรับการชำระให้บริสุทธิ์ก่อนที่จะเข้าสู่พิธีนี้  เพื่อที่จะไม่ต้องรับพระอาชญาจากการเข้าสู่พิธีมหาสนิทอย่างไม่สมควร
"27 เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดกินขนมปัง หรือดื่มจากถ้วยขององค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างไม่สมควร ผู้นั้นก็ทำผิดต่อพระกายและพระโลหิตขององค์พระผู้เป็นเจ้า
28
ขอให้ทุกคนพิจารณาตนเอง แล้วจึงกินขนมปังและดื่มจากถ้วยนี้
29
เพราะว่าคนที่กินและดื่มโดยมิได้เล็งเห็นพระกายขององค์พระผู้เป็นเจ้า ก็กินและดื่มเป็นเหตุให้ตนเองถูกพิพากษาโทษ
30
ด้วยเหตุนี้พวกท่านหลายคนจึงอ่อนกำลังและป่วยไข้ และบ้างก็ล่วงหลับไป
31
แต่ถ้าเราพิจารณาตัวเราเอง เราคงไม่ต้องถูกทำโทษ
32
เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทำโทษเรานั้น พระองค์ทรงตีสอนเรา เพื่อมิให้เราถูกทรงพิพากษาลงโทษด้วยกันกับโลก" (1โครินธ์ 11:27-32)
ความหมายของพิธีมหาสนิทนั้น คือ การที่เราจะเข้ามีส่วนร่วมในพระโลหิตของพระคริสต์ และมีส่วนร่วมในกายของพระคริสต์
"16 ถ้วยแห่งพระพร ซึ่งเราได้ขอพระพรนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีส่วนร่วมในพระโลหิตของพระคริสต์มิใช่หรือ ขนมปังซึ่งเราหักนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีส่วนร่วมในพระกายของพระคริสต์มิใช่หรือ
17 แม้เราซึ่งเป็นบุคคลหลายคน แต่เนื่องจากมีขนมก้อนเดียว เราจึงเป็นร่างกายเดียว เพราะว่าเราทุกคนรับประทานขนมก้อนเดียวกัน" (1โครินธ์ 10:16-17)
การเข้าส่วนในพระองค์  หมายถึง  การยอมร่วมส่วนในการตายของพระองค์  เพราะว่าพระเยซูคริสต์ทรงยอมตายแทนเรา  และเริ่มต้นชีวิตใหม่ ในพระองค์
การเข้าสู่บัพติสมา หมายถึง การที่เราจะต้องตายและมีชีวิตใหม่  ซึ่งถ้าเรากระทำอย่างถูกต้อง  การเข้าร่วมสู่พิธีมหาสนิทก็จะไม่มีปัญหา  เพราะชีวิตเราได้เป็นชีวิตใหม่เรียบร้อยแล้ว   แต่หากว่าเราเข้าสู่พิธีบัพติสมาไม่ถูกต้อง  ซึ่งหมายถึงเรายังไม่ได้ตายต่อตัวเก่า  เมื่อเราเข้าสู่พิธีมหาสนิทก็จะมีปัญหา  เพราะว่ากายเก่าของเรา จะเข้าส่วนในการของพระองค์ไม่ได้  และจะมิได้มีการชำระให้บริสุทธิ์ก่อนเข้าสู่พิธีนี้  ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อผู้ที่เข้าสู่พิธีมหาสนิทนี้
อีกนัยหนึ่ง  การเข้าสู่พิธีมหาสนิท ก็จะเป็นโอกาสที่เราจะได้ทบทวนถึงชีวิตของเรา  ว่าชีวิตของเราได้ตายต่อตัวเก่าแล้วหรือยัง  และได้บังเกิดใหม่พร้อมกับพระองค์แล้วหรือยัง  ยังรักษาชีวิตในทางของพระองค์หรือไม่  และเมื่อเข้าสู่พิธีนี้ ก็จะเป็นโอกาสที่เราได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง
ถ้าหากว่ายังไม่มั่นใจว่าเราได้เข้าส่วนในพระคริสต์แล้วหรือยัง  ทางที่ดี ก็ควรที่จะไม่รับเสียดีกว่า  แต่สิ่งนี้ มิได้เป็นข้ออ้างที่จะไม่รับ เพื่อจะไม่ต้องรับอันตรายจากการเข้าสู่พิธีอย่างไม่สมควร  ซึ่งก็เป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง  เพราะหากว่าเราพร้อม แต่ไม่รับมหาสนิท  ก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง  เพราะพระบัญญัติกล่าวไว้ชัดเจนถึงพิธีปัสกา  ซึ่งเป็นต้นแบบของพิธีมหาสนิท
"แต่คนที่สะอาดและมิได้เดินทางไป แต่งดไม่ถือเทศกาลปัสกา ให้อเปหิผู้นั้นจากท่ามกลางชนชาติของเขา เพราะเขามิได้นำเครื่องบูชาของพระเจ้ามาถวายตามกำหนด ผู้นั้นต้องถูกทำโทษ" (กันดารวิถี 9:13)
จะเห็นได้ว่า  พิธีมหาสนิทนี้  เป็นพิธีที่ศักดิ์สิทธิ์  จะต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในการเข้าร่วม  ควรจะเข้มงวดเป็นอย่างยิ่ง  เพราะแม้ว่าพระเจ้าของเรานั้น ทรงเป็นความรัก และเต็มไปด้วยพระคุณ  แต่ถ้าหากเราละเมิดต่อพระองค์  พระองค์ก็ทรงเป็นพระเจ้าที่ทรงยุติธรรม และจะทรงเข้มงวดต่อเราอย่างแน่นอน

อ.ประดิษฐ์ พรกีรติกุล
คำแบ่งปัน Midnight Cell เมื่อวันที่ 21/09/2007
เรื่อง พิธีมหาสนิท
สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน  กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน

  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com

การเฝ้าเดี่ยวคือ?

การเฝ้าเดี่ยว หมายถึง เวลาส่วนตัวที่เราอยู่สนทนากับพระเจ้า โดยการอ่านพระคัมภีร์และการอธิษฐาน พระเยซูคริสต์ทรงใช้เวลาเช้าแต่ละวันในการอธิษฐานเฝ้าเดี่ยว "ครั้นเวลาเช้ามืด พระองค์ได้ทรงลุกขึ้น เสด็จออกไปยังที่เปลี่ยวและทรงอธิษฐานที่นั่น"(มาระโก 1:35) เช่นเดียวกัน ที่เราต้องการเวลาแต่ละวันที่จะเข้าเฝ้าพระเจ้าด้วย
ข้อเสนอแนะในการใช้เวลาเฝ้าเดี่ยวอย่างมีคุณค่า
     1.จัดเวลาเฉพาะที่จะถวายแด่พระเจ้าในเวลาเช้า หลังจากตื่นนอนเริ่มต้นจาก 10 นาทีก่อน แล้วจึงค่อยๆเพิ่มขึ้นเป็น 15 นาที 20 นาที หรือมากกว่านั้น
    2.เริ่มต้นด้วยการอธิษฐานกับพระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงอวยพระพรในสิ่งต่างๆ ที่ผ่านมา ขอการทรงนำที่จะเริ่มต้นชีวิตในวันใหม่ อธิษฐานเผื่อผู้อื่น ครอบครัวและตัวเอง
    3.อ่านพระคัมภีร์ ควรเริ่มที่พระธรรมยอห์น อ่านอย่างน้อยวันละ 15 ข้อ ตั้งคำถามกับตัวเองดังนี้ว่า
         3.1.มีความบาปอะไรที่ต้องสารภาพ
         3.2.พระเจ้าทรงสัญญาอะไรที่มีสิทธิ์ขอได้
         3.3.มีตัวอย่างอะไรที่ควรปฏิบัติตาม
         3.4.มีบัญญัติหรือคำสั่งใดที่ต้องเชื่อฟัง
         3.5.มีบาปอะไรที่ต้องหลีกเลี่ยง
    4.มีสมุดจดบันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้ หรือข้อคิดที่ได้ระหว่างเฝ้าเดี่ยว พยายามทำเช่นนี้ทุกวัน

การถวายสิบลด

คำถาม: พระคัมภีร์พูดเกี่ยวกับการถวายสิบลดไว้ว่าอย่างไร?

คำตอบ:
การถวายสิบลดเป็นเรื่องที่คริสเตียนหลายคนมีปัญหากับมัน ในหลาย ๆ คริสตจักร การถวายสิบลดถูกเน้นมากเกินไป ในทำนองเดียวกัน คริสเตียนหลายคนปฏิเสธไม่ยอมทำตามพระคัมภีร์เกี่ยวกับการถวายให้กับพระเจ้า การถวายสิบลด/การถวาย ควรจะเป็นการกระทำด้วยความชื่นชมยินดี, และเป็นพระพร แต่เป็นที่น่าเสียใจว่ามันเกิดขึ้นเป็นส่วนน้อยในคริสตจักรในปัจจุบัน

การถวายสิบลดเป็นแนวความคิดที่มาจากพระคัมภีร์เดิม การถวายสิบลดเป็นกฎข้อบังคับสำหรับคนอิสราเอลทุกคน คนอิสราเอลจะต้องถวาย 10% ของทุกสิ่งที่เขาหามาได้และเพาะปลูกได้ไว้ที่พลับพลา/พระวิหาร (เลวีนิติ 27:30; กันดารวิถี 18:26; เฉลยธรรมบัญญัติ 14:24; 2 พงศ์ศาวดาร 31:5) บางคนเข้าใจว่าการถวายทศางค์ในพันธสัญญาเดิมเปรียบเสมือนการเสียภาษี เพื่อให้ปุโรหิตและคนเลวีได้มีกินมีใช้ ในพันธสัญญาใหม่ไม่มีที่ไหนสั่งหรือแม้แต่แนะนำให้คริสเตียนยอมรับกฎแห่งการถวายสิบลดอย่างเป็นทางการ ท่านอาจารย์เปาโลบอกว่าผู้เชื่อควรแยกรายรับไว้ส่วนหนึ่งเพื่อสนับสนุนคริสตจักร (1 โครินธ์ 16:1-2).

ไม่มีที่ไหนในพันธสัญญาใหม่ที่บอกจำนวนเปอร์เซ็นต์ของรายได้ที่คริสเตียนจะต้องแยกไว้ แต่บอกว่าให้เป็นไป “ตามที่พระเจ้าได้ทรงให้ท่านจำเริญขึ้น” (1 โครินธ์ 16:2). คริสตจักรยกเอาตัวเลข 10% มาจากทศางค์ในพันธสัญญาเดิมแล้วนำมาประยุกต์ว่าเป็นจำนวน “ขั้นต่ำที่แนะนำ” สำหรับคริสเตียนในการถวาย อย่างไรก็ตามคริสเตียนไม่ควรมีความรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องถวายเสมอ เขาควรถวาย “ตามที่พระเจ้าได้ทรงให้ท่านจำเริญขึ้น” นี่หมายความว่า บางครั้งอาจมากกว่าจำนวนทศางค์ บางครั้งอาจน้อยกว่า ทั้งหมดขึ้นอยู่ก้บความสามารถของเขาและความจำเป็นของคริสตจักร คริสเตียนทุกคนควรอธิษฐานขอสติปัญญาจากพระเจ้าว่าเขาควรถวายหรือไม่และ/หรือ เท่าไหร่ (ยากอบ 1:5) “ทุกคนจงให้ตามที่เขาได้คิดหมายไว้ในใจ มิใช่ให้ด้วยนึกเสียดาย มิใช่ให้ด้วยการฝืนใจ เพราะว่าพระเจ้าทรงรักคนนั้นที่ให้ด้วยใจยินดี” (2 โครินธ์ 9:7).

2/6/54

เรียนรู้และเข้าใจการนมัสการมากขึ้น

สวัสดีค่ะพี่น้องที่รักในพระคริสต์ทุกท่าน  วันวาเลนไทน์ที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้างคะ? พี่น้องได้มีความสุขกับคนที่ท่านรัก กับครอบครัวของท่านมากน้อยแค่ไหน? เชื่อว่าพี่น้องได้ใช้วันแห่งความรักอย่างมีคุณค่าและเป็นประโยชน์ อย่างน้อยเราทั้งหลายก็ได้ร่วมส่งต่อความรักโดยการเขียนการ์ดวาเลนไทน์ให้กับพี่น้องที่อยู่ในเรือนจำ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ การ์ดวาเลนไทน์ได้ถึงมือพี่น้องในเรือนจำเรียบร้อยแล้ว พวกเราหวังใจว่าการ์ดทุกใบของพี่น้องจะเป็นพระพรแก่ผู้รับทุกคน
สำหรับอาทิตย์นี้สิ่งที่อยากหนุนใจพี่น้องก็คือชีวิตแห่งการนมัสการ   การนมัสการพระเจ้ามีทั้งการนมัสการที่เป็นส่วนตัวและการนมัสการที่เป็นส่วนร่วมกับผู้อื่น  เราต้องตระหนักอยู่เสมอว่า การนมัสการพระเจ้าคือการเข้ามาอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้า และแสดงความยำเกรงต่อพระองค์ทั้งร่างกาย จิตใจและจิตวิญญาณ  ในวันอาทิตย์ที่ 13 กุมภาพันธ์ เราทั้งหลายได้เรียนรู้ถึงการนมัสการที่ถูกต้องในยอห์น 4:23-24 ว่าผู้นมัสการต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและด้วยความจริง ในการนมัสการจะเน้นท่าทีภายในจิตวิญญาณของผู้นมัสการมากกว่าจะเน้นที่สถานที่นมัสการหรือรูปแบบการนมัสการหรืออากัปกิริยาในการนมัสการ
อยากหนุนใจพี่น้องทุกท่านที่จะมีโอกาสได้เรียนรู้เรื่องการนมัสการมากขึ้น เพราะเราเป็น
ผู้นมัสการ เราต้องนมัสการพระเจ้าด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องตามหลักพระวจนะของพระเจ้า อยากให้เราได้มีท่าทีที่ถูกต้องในการนมัสการ มีการเตรียมตัวก่อนการนมัสการโดยการพิจารณาตนเอง  เพราะเมื่อเราได้พบพระเจ้า เราต้องมีการตระหนักถึงความไม่เหมาะสม ไม่คู่ควร และไม่ถูกต้องของตนเอง รวมทั้งพร้อมที่จะสารภาพ และยอมให้พระเจ้าเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา  และการนมัสการพระเจ้า
ทุกครั้งอยากให้เรานมัสการด้วยความชื่นชมยินดี  พระเจ้ามีพระประสงค์ให้ผู้เชื่อชื่นชมยินดีในพระองค์
ทุกเวลา คริสเตียนยุคแรกร่วมใจกันนมัสการด้วยความ “ชื่นชมยินดี” ถึงแม้ว่าบางขณะจะมี
ความโศกเศร้าเนื่องด้วยการสำนึกบาป แต่ในที่สุดก็จะนำไปสู่ความชื่นชมยินดี ที่ได้รับการอภัย และ
ที่สำคัญการนมัสการพระเจ้า ผู้นมัสการต้องนมัสการ ด้วยความรักซึ่งกันและกัน  การนมัสการที่ถูกต้องนั้นจะเกิดผลดีเพราะ “ทำให้พระเจ้าเข้าใกล้เรา” ยากอบ 4:8 “ท่านทั้งหลายจงเข้าใกล้พระเจ้า  และพระองค์จะเสด็จมาใกล้ท่าน คนบาปทั้งหลายเอ๋ย จงชำระมือให้สะอาด และคนสองใจ จงชำระใจ
ของตนให้บริสุทธิ์”
พี่น้องคะ…สำหรับคริสเตียนแล้ว การนมัสการพระเจ้าเป็นสิ่งที่มีค่าสูงสุดในชีวิตอย่างไม่มี
ที่สิ้นสุด สำคัญทั้งในชีวิตนี้และชีวิตในสวรรค์ ดังนั้น เรามาทำให้การนมัสการทุกวันอาทิตย์เป็น
การนมัสการที่มีคุณค่าและถวายเกียรติสุงสุดแด่พระเจ้ากันเถอะค่ะ ?
ขอพระเจ้าอวยพระพรค่ะ
ขอบคุณ  Administrator   

เฝ้าเดี่ยวคืออะไร

การเฝ้าเดี่ยว1. การเฝ้าเดี่ยวคือ: การนมัสการส่วนตัวกับพระเจ้าทุกๆ วัน เป็นวิธีการหนึ่งที่รักษาความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าไว้ เป็นการแสดงความยำเกรง การยกย่อง การเชื่อฟัง การแสดงความรัก และการขอบพระคุณพระเจ้า ปกติแล้วคริสเตียนจะเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการเฝ้าเดี่ยวในตอนเช้า ใช้เวลานั้นฟังพระสุรเสียงของพระเจ้าจากข้อพระคัมภีร์ที่ไตร่ตรอง และตอบสนองด้วยการอธิษฐาน เราจะจัดเวลาเฝ้าเดี่ยวในเวลาที่เป็นส่วนตัวเวลาใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นตอนเช้า แต่ควรทำอย่างสม่ำเสมอ
2. เนื้อหาในการเฝ้าเดี่ยว: ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว จะเน้นการไตร่ตรองพระคัมภีร์เป็นหลัก และตอบสนองสิ่งที่ได้รับ ด้วยการอธิษฐานและร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า
3. ขั้นตอนการเฝ้าเดี่ยว:   1. เริ่มต้นด้วยการอธิษฐานขอพระเจ้าเปิดตาเราและตรัสกับเรา   2. อ่านพระคัมภีร์ตามที่หนังสือเฝ้าเดี่ยวกำหนดไว้หลายๆ รอบ จนสามารถจำเนื้อหาได้และมั่นใจว่าพระเจ้ากำลังตรัสกับเราอยู่   3. ไม่ควรใช้หนังสืออธิบายพระคัมภีร์แทนพระคัมภีร์ หลังจากอ่านพระคัมภีร์แล้ว ให้ไตร่ตรองคำถามจากหนังสือเฝ้าเดี่ยวและฟังพระสุรเสียงจากพระเจ้า ควรไตร่ตรองความหมายที่เปิดเผยในพระคัมภีร์ตอนนั้น อาจจะเป็นเรื่องความผิดบาป การดำเนินชีวิต พระเยซูคริสต์ พระวิญญาณบริสุทธิ์ ความเชื่อ ความหวัง ความรัก ฯลฯ สามารถไตร่ตรองจากหนังสือเฝ้าเดี่ยวหรือจากข้อพระคัมภีร์ที่ประทับใจก็ได้ หลังจากนั้นนำมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต   4. บันทึกสิ่งที่ไตร่ตรองลงในช่องว่าง ไม่ควรเป็นลักษณะการตอบคำถามและไม่ควรค้นหาคำตอบจากพระคัมภีร์   5. เมื่อได้รับการเปิดเผยและคำสอนแล้ว ให้อธิษฐานตอบสนองโดยการร้องเพลงสรรเสริญขอบพระคุณ สารภาพความผิดบาป หรือทูลมอบปัญหากับพระเจ้า   6. นำสิ่งที่ได้รับจากการไตร่ตรองมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

พระเจ้าทรงเป็นความรักหมายความว่าอย่างไร?

พระเจ้าทรงเป็นความรักหมายความว่าอย่างไร?




คำถาม: พระเจ้าทรงเป็นความรักหมายความว่าอย่างไร?

คำตอบ:
พระเจ้าทรงเป็นความรักหมายความว่าอย่างไร? ก่อนอื่นให้เรามาดูกันว่าพระวจนะของพระเจ้า, พระคัมภีร์, อธิบายคำว่า “ความรัก” ว่าอย่างไร ต่อจากนั้นเราจะมาดูกันสักสองสามทางว่ามันเกี่ยวข้องกับพระเจ้าอย่างไร “ความรักนั้นก็อดทนนานและกระทำคุณให้ ความรักไม่อิจฉา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง ไม่หยาบคาย ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว ไม่ฉุนเฉียว ไม่ช่างจดจำความผิด ไม่ชื่นชมยินดีเมื่อมีการประพฤติผิด แต่ชื่นชมยินดีเมื่อประพฤติชอบ ความรักทนได้ทุกอย่างแม้ความผิดของคนอื่น และเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ และมีความหวังอยู่เสมอ และทนต่อทุกอย่าง ความรักไม่มีวันสูญสิ้น” (1 โครินธ์ 13:4-8ก)

นี่คือคำจำกัดความของพระเจ้าเกี่ยวกับความรัก นี่คือพระลักษณะของพระองค์ และนี่ควรจะเป็นเป้าหมายของคริสเตียนด้วย (แม้ว่าจะต้องใช้เวลา) การสำแดงความรักที่ยิ่งใหญ่สูงสุดของพระเจ้าที่ทรงมีต่อเรามีปรากฏอยู่ในข้อพระคัมภีร์ยอห์น 3:16 และ โรม 5:8 “เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์” “แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา” เราสามารถเห็นได้จากข้อพระคัมภีร์สองข้อนี้ว่ามันเป็นพระประสงค์ที่ยิ่งใหญ่สูงสุดของพระเจ้าที่เราจะให้เราไปอยู่กับพระองค์ที่บ้าน (สวรรค์) ชั่วนิรันดร์ พระองค์ทรงทำให้ทางนั้นเป็นไปได้โดยการทรงไถ่เราให้หลุดพ้นจากความบาป พระองค์ทรงรักเราเพราะทรงเลือกที่จะทำเช่นนั้น “จิตใจของเราปั่นป่วนอยู่ภายใน ความเอ็นดูของเราก็คุกรุ่นขึ้น” (โฮเชยา 11:8ข) ความรักไม่ช่างจดจำความผิด “ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น” (1 ยอห์น 1:9)

ความรัก (พระเจ้า) ไม่มีการบังคับใจ ผู้ที่เข้ามาหาพระองค์เข้ามาเพราะความรักของพระองค์ดึงดูดให้เข้ามา ความรัก (พระเจ้า) สำแดงความเมตตาต่อทุกคน ความรัก (พระเยซู) ทำความดีให้กับทุกคนโดยไม่ลำเอียง ความรัก (พระเยซู) ไม่อยากได้ของ ๆ คนอื่น อยู่ด้วยความถ่อมโดยไม่บ่น ความรัก (พระเยซู) ไม่อวดตัวว่าเป็นใคร แม้ว่าพระองค์สามารถเอาชนะทุกคนที่ทรงเจอได้ ความรัก (พระเจ้า) ไม่เรียกร้องความเชื่อฟัง พระเจ้าไม่ได้ทรงเรียกร้องความเชื่อฟังจากพระบุตร แต่ พระเยซูเต็มพระทัยที่จะเชื่อฟังพระบิดาบนสวรรค์ “แต่เราได้กระทำตามที่พระบิดาได้ทรงบัญชาเรา เพื่อโลกจะได้รู้ว่าเรารักพระบิดา” (ยอห์น 14:31) ความรัก (พระเยซู) สนใจผลประโยชน์ของผู้อื่นเสมอ

คำจำกัดความสั้น ๆ ของคำว่าความรักนี้แสดงให้เห็นถึงชีวิตที่ไม่เห็นแก่ตัว ซึ่งตรงกันข้ามกับชีวิตที่เห็นแก่ตัวของมนุษย์ มันเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ที่พระเจ้าทรงให้ความสามรถที่จะรักดังเช่นที่พระองค์ทรงรักกับผู้ที่ต้อนรับพระบุตร พระเยซู เข้ามาในฐานะพระผู้ช่วยให้รอดส่วนตัวของเขา โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ (ดู ยอห์น 1:12; 1 ยอห์น 3:1, 23, 24) มันช่างเป็นการท้าทายและเป็นสิทฺธิพิเศษอะไรเช่นนั้น

31/5/54

คุณค่าของแผ่นดินสวรรค์
     ในทุกวันนี้ท่านคิดว่าสิ่งใดเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสูงสุดในชีวิตของท่าน  สิ่งที่ท่านถือว่ามีคุณค่าสูงสุดในชีวิตของท่านนั้น เป็นสิ่งที่มีคุณค่าสูงสุดจริงๆหรือไม่  ท่านแน่ใจและมั่นใจได้อย่างไรว่า ค่านิยมของท่านถูกต้อง  เราถืออะไรเป็นสิ่งที่มีคุณค่า สิ่งนั้นเป็นเรื่องสำคัญมากที่สุด เพราะว่า สิ่งนั้นจะมีผลต่อชีวิตของเราทุกด้าน
     พระวจนะของพระเจ้าสำหรับวันนี้เป็นคำอุปมาของพระเยซู 2 เรื่อง แต่พูดถึงคุณค่าของแผ่นดินสวรรค์  
เรื่องแรก พูดถึงขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ในทุ่งนา  ที่ประเทศอิสราเอลในสมัยนั้น ไม่มีระบบธนาคารและเกิดสงครามขึ้นบ่อยๆ ดังนั้น คนที่มีเงินมักจะแลกเงินเป็นขุมทรัพย์และซ่อนไว้ใต้ดิน เพราะเขาเชื่อว่าเป็นที่ปลอดภัย  เมื่อซ่อนไว้แล้วก็ปิดไว้เป็นความลับ  เมื่อเขาตาย ในเวลาที่เขาไม่คาดคิดและไม่มีใครรู้ที่ซ่อนขุมทรัพย์แม้กระทั่งครอบครัวของเขา  บางครั้งเขาก็ทำงานจนตัวเองซึ่งเป็นเจ้าของก็ลืมว่าซ่อนสมบัติไว้ที่ไหน   เจ้าของที่ดินก็ไม่รู้ว่า มีคนมาซ่อนขุมทรัพย์ไว้ในที่ดินของตนเองตั้งแต่เมื่อไร   เขาจ้างคนงาน หรือคนอื่นเช่าที่ดิน ในขณะที่คนงานกำลังไถ่นา เพื่อเตรียมดินสำหรับการหว่านเมล็ดพืช เขาได้ยินเสียงแปลกๆ เขาจึงขุดดิน แล้วได้ค้นพบขุมทรัพย์จำนวนมากที่ถูกซ่อนไว้ใต้ดินนั้น  ไม่มีใครเห็น เจ้าของที่นาก็ไม่รู้ว่ามีขุมทรัพย์  เขาได้ซ่อนมันไว้ใต้ดินอีกครั้ง   เมื่อมากลับบ้านเขาก็ขายทรัพย์สินที่เขามีอยู่ทั้งหมด  และนำเงินมาซื้อที่ดินแปลงนั้น  เมื่อเขาได้โอนโฉนดที่ดินในนามของตนเรียบร้อยแล้ว  เขาได้เอาขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ใต้ดินนั้นออกมาขาย
     เรื่องที่สอง พูดถึงไข่มุกที่มีราคาแพงมาก   มีพ่อค้าคนหนึ่งที่ไปหาไข่มูกอย่างดี  เขาได้พบไข่มุกเม็ดหนึ่งมีค่ามาก ซึ่งเขาไม่เคยเห็นมาก่อน  เขารู้คุณค่าของไข่มุกเม็ดนั้น เขาจึงกลับบ้านและขายสิ่งสารพัดที่เขามีอยู่ และนำเงินมาซื้อไข่มุกนั้น   คนที่ซื้อทุ่งนาที่มีขุมทรัพย์ซ่อนอยู่ และพ่อค้าที่ซื้อไข่มุกก็รู้คุณค่าของสิ่งที่เขาได้ซื้อไว้   ขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ในนาและไข่มุกที่มีราคาแพงก็มีคุณค่าอย่างสูง   คนงานและพ่อค้าจึงยินดีที่จะซื้อสิ่งเหล่านั้น   พระเยซูทรงเอาแผ่นดินสวรรค์มาเปรียบเทียบกับสิ่งเหล่านี้  แสดงให้เห็นว่า แผ่นดินสวรรค์มีคุณค่าสูงสุด   
จากคำอุปมา 2 เรื่องนี้  เราได้รับบทเรียนสำคัญสำหรับชีวิตฝ่ายวิญญาณเขาเราได้ดังนี้ 
1.  แผ่นดินสวรรค์ได้ถูกซ่อนไว้  
     ข้อ 44 กล่าวไว้ว่า แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนขุมทรัพย์ซ่อนไว้ในทุ่งนา...เมื่อเราประกาศเรื่องแผ่นดินสวรรค์  ก็คงไม่แปลกอะไรเลยเมื่อเราเห็นว่า คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเชื่อ เพราะว่า แผ่นดินสวรรค์ได้ถูกซ่อนไว้แก่คนเหล่านั้น  แม้บางคนมาโบสถ์เรื่อยๆ แต่จิตใจของคนเหล่านั้นยังไม่เชื่อไม่เห็น ไม่สนใจ และไม่เข้าใจเรื่องแผ่นดินสวรรค์   คนธรรมดาจะรับแผ่นดินสวรรค์ไม่ได้ เพราะเขาเห็นว่าเป็นสิ่งโง่เขลาและไม่สามารถเข้าใจได้    แผ่นดินสวรรค์เป็นแผ่นดินที่พระเยซูปกครองอยู่ แต่ไม่มีใครรู้ว่า พระเยซูผู้ทรงนอนอยู่ในรางหญ้าทรงเป็นเจ้าของแผ่นดินสวรรค์   เมื่อเราหลับตา เราก็มองไม่เห็นอะไร   เช่นเดียวกัน  ยากที่เราจะเห็นแผ่นดินสวรรค์ด้วยสายตาธรรมดาของเรา  คำอุปมาเรื่องที่สองก็บอกว่า ไข่มุกอย่างดีก็เป็นเพชรพลอยที่หายาก  
     เมื่อพระเยซูเสด็จมาในโลก และประกาศว่า  แผ่นดินสวรรค์ใกล้เข้ามาแล้ว  คนเป็นอันมากอยู่รอบพระเยซู แต่คนเหล่านี้ไม่ได้มองเห็นพระเยซูเป็นขุมทรัพย์   พระเยซูได้เสด็จมายังบ้านเมืองของพระองค์ และชาวบ้านชาวเมืองของพระองค์ไม่ได้ต้อนรับพระองค์ เพราะว่า เขาไม่รู้คุณค่าของพระเยซู   พระเยซูเป็นขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่สำหรับคนเหล่านั้น  
     ถ้าเรามองพระเยซูด้วยตาฝ่ายเนื้อหนัง คงไม่มีใครที่จะเห็นคุณค่าของพระองค์   เราจำเป็นต้องเปลี่ยนสายตาของเรา และความคิดของเรา  เราจำเป็นต้องมองพระเยซูด้วยตาแห่งความเชื่อ  แล้วเราจะเห็นคุณค่าของพระองค์ตามความเป็นจริง 

2.  เราต้องรู้คุณค่าของขุมทรัพย์
     คนงานคนนั้นได้พบขุมทรัพย์ แต่ไม่รู้คุณค่าของขุมทรัพย์ เขาก็ไม่ได้ขุมทรัพย์เหล่านั้น   เขาอาจมองข้ามไปเลย หรืออาจไถ่นาเรื่อยๆ   พ่อค้าที่แสวงหาไข่มุกอย่างดี ได้พบไข่มุกที่มีค่ามาก แต่ถ้าไม่รู้คุณค่าของมัน  คงไม่ได้ซื้อและยังเที่ยวหาไข่มุกเรื่อยๆ 
     ถ้าเราไม่รู้คุณค่า เราคงจะพลาดสิ่งที่มีค่า   ถ้าสิ่งนั้นเป็นขุมทรัพย์ของโลกที่นับเป็นเงินได้ ก็คงไม่เป็นอะไรมากเท่าไร แต่ถ้าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ตัดสินใจคุณค่านิรันดร์ของชีวิตมนุษย์ เป็นเรื่องใหญ่  ใครได้ตรึงพระเยซูไว้ที่กางเขน ก็คือผู้คนที่มองพระเยซูแต่ภายนอก และไม่เห็นคุณค่าของแผ่นดินสวรรค์จริงๆที่ซ่อนอยู่ในพระเยซู   เขาได้เสียเจ้าของชีวิตที่แท้จริง  คนเป็นอันมากไม่รู้จักคุณค่าของพระเยซูผู้ทรงเป็นเจ้าของแผ่นดินสวรรค์    
     ในปี 1947 มีเด็กเลี้ยงแกะคนหนึ่ง ลูกแกะตัวหนึ่งของเขาหายไป  เขาได้เที่ยวหาลูกแกะตัวนั้น  จนได้พบถ้ำแห่งหนึ่งบริเวณทะเลตาย   เขาไม่กล้าที่จะเข้าไปในถ้ำ เพราะกลัวว่า อาจจะมีสัตว์ป่าอยู่ในนั้น  เขาเอาก้อนหินโยนเข้าไปข้างใน ก็ได้ยินเสียงเหมือนภาชนะแตก  จึงเอาหินก้อนเล็กโยนเข้าไปในถ้ำอีกครั้ง  และได้ยินเสียงเหมือนเดิม  เขาจึงเข้าไปข้างใน และพบหนังสัตว์ม้วนเป็นจำนวนมาก  แต่เด็กคนนั้นไม่รู้คุณค่าของหนังสัตว์ม้วนเหล่านั้น  ดังนั้นเขาจึงเอาไปให้คนทำรองเท้าในหมู่บ้าน  คนทำรองเท้าก็ไม่รู้คุณค่าของมัน  เห็นเป็นตัวหนังสือเขียนไว้บนหนังสัตว์  ก็ไปบอกผู้ดูแลโบสถ์ที่เขาเป็นสมาชิก   ผู้ดูแลโบสถ์นั้นบอกว่า ขอบคุณแล้วให้เงิน 100 เหรียญดอลล่าร์   คนทำรองเท้าเก็บเงิน 35 เหรียญ แล้วอีกให้ 65 เหรียญ เด็กเลี้ยงแกะ   ภายหลังปรากฎว่า หนังสัตว์ม้วนเหล่านี้เป็นสำเนาต้นฉบับพระคัมภีร์ที่เก่าแก่ที่สุด เป็นสำเนาต้นฉบับในสมัยพระเยซู  เป็นที่รู้จักกันว่า... สำเนาต้นฉบับทะเลตาย...   มีคนกลุ่มหนึ่งในสมัยพระเยซูได้เขียนไว้บนหนังสัตว์ เมื่อทหารโรมได้บุกรุกเข้ามา  พวกเหล่านี้ได้เอาม้วนเหล่านั้นไปซ่อนไว้ในถ้ำ   เวลาผ่านไปประมาณ 2 พันปีโดยไม่ได้ถูกค้นพบ และเด็กเลี้ยงแกะได้พบ   ในที่สุด หนังสัตว์ม้วนเหล่านี้ได้ถูกขายไปในราคา 2 แสน 5 หมื่นเหรียญดอลล่าร์   คนแรกที่พบหนังสือม้วนไม่รู้คุณค่าของมัน ฉะนั้นเขาได้เงินเพียง 65 เหรียญ  คนที่ทำรองเท้าก็ไม่รู้คุณค่าของมัน เขาได้รับแค่ 35 เหรียญเท่านั้น  
     แผ่นดินสวรรค์มีคุณค่ามากจนนับไม่ถ้วน เหมือนขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่และไข่มุกอย่างดี   ถ้าเราเสียโอกาสที่จะได้ขุมทรัพย์และไข่มุก ก็ไม่เป็นไร เพราะอาจจะมีโอกาสอีก  แต่ถ้าเราเสียโอกาสที่จะได้แผ่นดินสวรรค์และเจ้าของแผ่นดินสวรรค์ คงจะไม่มีโอกาสอีก  น่าเสียดายคนที่รู้คุณค่าของแผ่นดินสวรรค์ที่ซ่อนอยู่นั้นมีน้อย  พี่น้องทั้งหลายรู้คุณค่าของแผ่นดินสวรรค์หรือไม่  
3.   คนที่รู้คุณค่าของแผ่นดินสวรรค์มักจะลงทุนทุกอย่างเพื่อแผ่นดินสวรรค์ 
     เมื่อคนงานได้พบขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่แล้ว ก็กลับซ่อนเสียอีก และเพราะความปรีดีจึงไปขายสรรพสิ่งซึ่งเขามีอยู่แล้วไปซื้อนานั้น(ข้อ 44 )   พ่อค้าที่ไปหาไข่มุกอย่างดีก็ทำเช่นเดียวกัน  เมื่อได้พบไข่มุกเม็ดหนึ่งมีค่ามาก ก็ไปขายสิ่งสารพัดซึ่งเขามีอยู่ ไปซื้อไข่มุกนั้น(ข้อ 46)  เพราะว่าคนเหล่านั้นรู้คุณค่าของขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่และไข่มุกอย่างดี จึงลงทุนทุกอย่างเพื่อจะได้สิ่งมีคุณค่านั้นมา  
     คนที่รู้คุณค่าของพระเยซูทุกคน ก็ยินดีที่จะทุ่มเทชีวิตของเขาเพื่อพระองค์ เปโตรกับอันดรูว์ได้ทิ้งเรือและอวน เพื่อติดตามพระเยซู   ยากอบและยอห์นก็ได้ทิ้งเรือและบิดาของตน ติดตามพระองค์ไป   มัทธิวก็ได้ลาออกจากอาชีพนายภาษี ซึ่งเป็นอาชีพที่เก็บเงินได้มาก แล้วติดตามพระองค์ไป   อัครทูตเปาโลได้สารภาพว่า แต่ว่าสิ่งใดที่เคยเป็นคุณประโยชน์แก่ข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าถือว่าสิ่งนั้นไร้ประโยชน์แล้ว เพื่อเห็นแก่พระคริสต์  ที่จริงข้าพเจ้าถือว่าสิ่งสารพัดไร้ประโยชน์ เพราะเห็นแก่ความประเสริฐแห่งความรู้ถึงพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า เพราะเหตุพระองค์ ข้าพเจ้าจึงได้ยอมสละสิ่งสารพัด และถือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเหมือนหยากเยื่อเพื่อข้าพเจ้าจะได้พระคริสต์(ฟีลิปปี 3.7-8)

ไขปริศนา"โลกาวินาศ2012" โลกแตกจริงหรือแค่กระแสตื่นตูม!


กระแสข่าวลือในโลก "อินเตอร์เน็ต" ผ่าน "อีเมล์ลูกโซ่" ถึงวันโลกาวินาศ หรือวันโลกแตก เดือนธันวาคม ปีค.ศ.2012 หรือพ.ศ.2555 ตามคำทำนาย "ปฏิทินมายา" และการคาดคะเนถึงปรากฏการณ์วิปริตผิดธรรมชาติต่างๆ หวนกลับมาแพร่สะพัดไปทั่วโลกอีกครั้ง รวมถึงในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่อง "2012" ของฮอลลีวู้ดลงโรงฉาย และค่ายโซนี่พิคเจอร์ส ในฐานะผู้สร้าง จัดทำเว็บไซต์ปลุกกระแสดังกล่าวขึ้นมาเพื่อหวังผลทางการตลาดจนคนในองค์กร "นาซ่า" ต้องทักท้วงว่าเป็นแผนการตลาดที่ไม่เหมาะสม ส่วนข้อเท็จจริงว่าโลกจะแตกจริงตามคำพยากรณ์หรือไม่ วันนี้มาฟังข้อมูลจากนักวิชาการผู้มีความรู้โดยตรงดีกว่า

เริ่มจาก ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า

เหตุที่มีคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์คำทำนายโลกแตก ปี 2012 กันมากขึ้น อาจเป็นเพราะอิทธิพลของการโฆษณาภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่กำลังฉายอยู่ทั่วโลกขณะนี้

นอกจากนั้น การที่มี "โหร" ออกมาทำนายถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก็อาจจะทำให้มีการพูดถึงกันไปใหญ่ จนกลายเป็นประเด็นที่หลายคนเริ่มตื่นตระหนก

ส่วนตัวแล้วคิดว่า ถ้าจะพูดในแง่หลักฐานที่นักวิทยาศาสตร์ นักธรณีวิทยา และนักฟิสิกส์ รวมทั้งนักดาราศาสตร์ รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทั้งหมดนั้น ยังมีหลักฐานอ่อนเกินไป หรือแทบจะไม่มีอะไรที่จะมาสนับสนุนแนวคิดดังกล่าวได้เลย



อย่างไรก็ตาม อาจจะมีอีกหลายข้อมูลที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่รู้ หรือยังหาไม่เจอ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทุกคนจะเปิดรับฟังข้อมูล รวมทั้งเร่งศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ให้มากขึ้น แล้วจึงไตร่ตรองอย่างรอบคอบว่าควรจะเชื่อดีหรือไม่

แต่ทางที่ดีที่สุด ก็คือ การทำความเข้าใจกับสภาพของโลกที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ และช่วยกันทำให้ดีขึ้นจะดีกว่า

"ในฐานะนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง ผมว่าเราควรเปิดกว้างสำหรับการรับฟังข้อมูลจากทุกด้าน และไตร่ตรองกับข้อมูลเหล่านั้นอย่างรอบคอบ เช่น นักวิทยาศาสตร์เขาเชื่อว่า ปี 2012 โลกยังไม่แตก เพราะเขาศึกษามา มีหลักฐานที่สามารถอ้างอิงและพิสูจน์ได้ ในขณะที่โหรคนหนึ่งบอกว่า ปีดังกล่าวโลกจะแตก เพราะเขานั่งทางในเห็น เหตุผลแบบนี้ผมก็ฟัง และทุกคนก็ฟัง แต่ก็ต้องมาคิดแล้วว่าเราจะเชื่อใครดี" ดร.อานนท์กล่าว

ด้าน คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ แสดงทรรศนะในเรื่องเดียวกันว่า

เรื่องปี 2012 นี้เป็นสิ่งที่หลายคนกำลังกังวลอยู่ว่าในอนาคตจะมีอะไรเกิดขึ้นกับโลกของเราบ้าง เพราะปัจจุบันเรามีความรู้เกี่ยวกับโลกยังไม่มากพอ

ดังนั้น สิ่งสำคัญจึงควรที่จะหาข้อมูลให้มากขึ้น โดยเฉพาะนักวิทยาศาสตร์จะต้องช่วยกันทำงานเพื่อจะช่วยกันเผยแพร่ความรู้ต่อประชาชนทั่วไป ให้เกิดความตระหนัก แต่ไม่ควรตระหนกจนเกินไป



ที่ผ่านมา ตนได้ยินเหมือนกันว่ามีเด็กๆ เยาวชน แม้กระทั่งเด็กในโรงเรียนอนุบาล ประถม มาพูดถึงเรื่องน้ำท่วมโลก โลกจะแตก ทำให้ตื่นกลัวกันไปใหญ่ จึงไม่อยากให้ตื่นตระหนกกันมากไป ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาจะมีนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยในอดีต จะเคยคาดการณ์เอาไว้ว่า โลกมีโอกาสล่มสลายไปได้ แต่ก็เป็นระยะเวลาอีกนับร้อยปีข้างหน้า แต่คงจะไม่ใช่การล่มสลายไปในปีสองปีนี้แน่นอน และเป็นเพียงการทำนายเท่านั้น

วิธีการป้องกัน ก็คือ ทุกคนต้องช่วยกันดูแลรักษาโลก เพราะขณะที่ทั่วโลกตื่นตัวเรื่องของ "สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป" อันเกิดจากน้ำมือมนุษย์ที่ปล่อย "ก๊าซเรือนกระจก" ออกสู่ชั้นบรรยากาศของโลกจำนวนมาก ทำให้โลกร้อนขึ้น น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น พื้นที่ชายฝั่งหลายแห่งถูกน้ำท่วม เช่น ที่ จ.สมุทร ปราการ เป็นตัวอย่างชัดเจน

"เรื่องของระดับน้ำที่สูงขึ้น จนทำให้พื้นที่หลายแห่งของโลกจะถูกจมลงในทะเลก็อาจเป็นไปได้ เพราะในอดีตนักวิทยาศาสตร์เคยวาดภาพแผนที่โลกไว้ซึ่งก็ไม่ใช่แผนที่โลกในปัจจุบันนี้ หลายทวีปเกิดขึ้นใหม่หลายทวีปก็จมลงทะเลไปแล้ว ดังนั้นการบอกว่าโลกจะจมน้ำก็มีโอกาสเป็นไปได้ แต่ถ้าบอกว่าโลกจะแตกในปีนั้นปีนี้อย่างรวดเร็วคงจะเป็นเพียงการจินตนาการในภาพยนตร์ ไม่อยากให้ประชาชน โดยเฉพาะเยาวชนแตกตื่นกันไป..

ขณะนี้ในส่วนของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เอง ก็พยายามที่จะรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโลกเก็บไว้เพื่อทำการศึกษา รวมทั้งเผยแพร่ความรู้ให้กับประชาชนโดยทั่วไป หากอยากไขข้อสงสัยอะไรก็สามารถติดต่อขอทราบข้อมูลได้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่มากขึ้น" คุณหญิงกัลยากล่าว

ขณะที่ ดร.พันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) กล่าวว่า

คงไม่มีใครบอกได้ว่าโลกจะแตกจริงหรือไม่

และโลกจะแตกเมื่อไหร่

เพราะคงไม่มีใครรู้ได้ชัดเจน

การที่ตอนนี้มีประเด็นทำให้มีคนออกมาพูดวิพากษ์วิจารณ์กันอาจจะเป็นเพราะคำทำนายต่างๆ ที่เกิดขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นการทำนายของ "นอสตราดามุส" หรือการทำนายของคนอื่นๆ ซึ่งอาจเป็นการจูงใจทำให้คนหันมาให้ความสนอกสนใจเรื่องนี้มากขึ้น รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติในปัจจุบันก็เป็นสิ่งที่ทำให้คนรู้สึกได้

อย่างไรก็ตาม ในส่วนตัวคิดว่าในระยะเวลาอันใกล้นี้เป็นไปไม่ได้แน่นอนที่โลกจะแตก หรือล่มสลายไป

นอกเสียจากว่าจะมี "อุกกาบาต" วิ่งเข้ามาชนโลกฉับพลัน

ขณะนี้นักดาราศาสตร์ หรือนักวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องก็กำลังจับตามองอยู่ และยังไม่เห็นว่าโลกเราจะอยู่ในภาวะอันตราย

"เรื่องของโลกจะแตก หรือเกิดอะไรขึ้นกับโลกนี้ ส่วนตัวผมว่าเป็นไปได้น้อยมาก หรือหากจะเกิดขึ้นจริงๆ คิดว่าอาจจะเกิดเพียงจุดใดจุดหนึ่งของโลกเท่านั้น ไม่ได้ทำให้โลกนี้แตกสลายไปได้ง่ายๆ อย่างแน่นอน อย่างน้อยเชื่อว่าคนรุ่นเราๆ ไม่น่าจะเห็น" ดร.พันธ์ศักดิ์ กล่าว

รักพระเจ้า

บทความหนุนใจ

ข้อแตกต่างระหว่างเรากับพระเจ้า

ข้อแตกต่างระหว่าง เรา กับ พระเจ้า


ข้อแตกต่างระหว่าง เรา กับ พระเจ้า



เราพูดว่า "มันเป็นไปไม่ได้"
พระเจ้าตรัสว่า "ทุกอย่างเป็นไปได้" (ลูกา 18:27)


เราพูดว่า "ฉันเหนื่อยเหลือเกิน"
พระเจ้าตรัสว่า "เราจะให้เจ้าได้หายเหนื่อย" (มัดธาย 11:28-30)

เราพูดว่า "ไม่มีใครรักฉันเลย"
พระเจ้าตรัสว่า "เรา...รักเจ้า" (โยฮัน 3:16)

เราพูดว่า "ฉันสู้ต่อไปไม่ไหวแล้ว"
พระเจ้าตรัสว่า "พระคุณของเรานั้นมีเพียงพอ" (2โครินโธ 12:9 และ สดุดี 91:15)

เราพูดว่า "ฉันไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปดี"
พระเจ้าตรัสว่า "เราจะนำย่างเท้าของเจ้า" (สุภาษิต 3:5-6)

เราพูดว่า "ฉันจะผ่านมันไปได้อย่างไร
พระเจ้าตรัสว่า "เจ้าจะเผชิญทุกสิ่งได้" (ฟิลิปปอย 4:13)

เราพูดว่า "ฉันทำไม่ได้"
พระเจ้าตรัสว่า "เราทำได้" (2โครินโธ 9:8)

เราพูดว่า "ไม่คุ้มเลย"
พระเจ้าตรัสว่า "ผลที่ได้จะดีคุ้มค่าแน่นอน" (โรม 8:28)

เราพูดว่า "ฉันจะไม่ให้อภัยตัวเองเด็ดขาด"
พระเจ้าตรัสว่า "เราอภัยให้เจ้าเสมอ" (1โยฮัน 1:9 และ โรม 8:1)

เราพูดว่า "มันเกินกำลังของฉัน"
พระเจ้าตรัสว่า "เราจะจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็นให้แก่เจ้าไม่ให้ขาดเลย" (ฟิลิปปอย 4:19)

เราพูดว่า "ฉัน...กลัว"
พระเจ้าตรัสว่า "เี่ราไม่ได้มอบจิตที่ขลาดกลัวให้แก่เจ้า" (2ติโมเธียว 1:7)

เราพูดว่า "ฉันท้อแท้ และกังวลใจ"
พระเจ้าตรัสว่า "จงละความกระวนกระวายใจเอาไว้ที่เรา" (1เปโตร 5:7)

เราพูดว่า "ฉันไม่ฉลาดพอ"
พระเจ้าตรัสว่า "เราให้สติปัญญาแก่เจ้า" (1โครินโธ 1:30)

เราพูดว่า "ฉันรู้สึกอ้างว้างเดียวดาย"
พระเจ้าตรัสว่า "เราจะไม่ละเจ้า หรือทอดทิ้งเจ้าเลย" (เฮ็บราย 13:5)

โปรดจำไว้ให้มั่นว่า...พระเจ้าทรงพร้อมอยู่เสมอ สำหรับท่าน
อ่านแล้วโปรดแบ่งปันต่อด้วย และเราไม่รู้ได้เลยว่า
ตอนนี้...ใครต้องการคำหนุนใจจากท่านบ้าง

ขอพระเจ้าอวยพรท่าน
(ส่งต่อจากไฮไฟว์กรุ๊ป คริสตจักรของพระคริสต์ในประเทศไทยค่ะ)
  

ขอบคุณweblog for you and your gang

สันติสุขที่แท้จริง

       เมื่อพูดถึงสันติสุขแล้วมีสักกี่คนที่เข้าใจและได้รับสันติสุขแล้ว หลายคนต้องเผชิญกันความทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เจ็บและทุกข์ทนเสมอ วันนี้ฉันมาสันติสุขมาฝาก ใครเคยได้ยินชื่อ "พระเยชู" บ้างไหม หลายคนเคยได้ยินและอาจมีหลายคนไม่เคยไม่ได้ยิน คุณคงสงสัยแล้วพระเยซูจะให้เรารู้จักสันติสุขยังไง ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนคราว ๆ พระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้าผู้สร้างโลก พระเจ้าได้ส่งพระเยซูมาเพื่อไถ่บาปเราทั้งหลายเพื่อเราทั้งหลายจะรอดและมีชีวิตนิรันดร์ (ยอห์น 3:16 เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศแต่มีชีวิตนิรันดร์) แล้วสันติสุขมาได้ยังไง!พระเยซูคริสตสามารถสนองตอบความต้องการส่วนลึกสุดของจิตใจมนุษย์

ทุกวันนี้ วิทยาการยิ่งก้าวหน้า ดูเหมือนว่ามนุษย์กลับยิ่งไม่มีความสุข มนุษย์มีความสามารถสารพัด เอาชนะธรรมชาติ พิชิตดวงจันทร์ แต่ไม่สามารถพิชิตตนเอง เพราะว่าปัญหาพื้นฐานของมนุษย์อยู่ที่จิตใจ

ภายในจิตใจมนุษย์ คือช่องว่างที่ไม่อาจถมให้เต็มด้วยเงินทอง บ้านช่องสวยหรู อำนาจ ชื่อเสียง หรือกามารมณ์ นั่นเพราะเราแสวงหาในทางที่ผิด



Augustine นักปรัชญาที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง เคยร้องทูลพระเจ้าว่า

"พระองค์เจ้าข้า พระองค์ทรงสร้างเรามาเพื่อพระองค์เอง จิตใจของเราไม่อาจพบความสงบสุขแท้ได้เลย จนกว่าเราพบความสงบสุขในพระองค์"

ทุกวันนี้ มนุษย์ส่วนใหญ่ยังคงดิ้นรนต่อสู้ แก้ปัญหาทุกวิถีทางด้วยความสามารถที่จำกัดของตน โดยปราศจากพระเจ้า และหลายครั้งก็ต้องพบกับความผิดหวัง เพราะสังคมมนุษย์จมดิ่งสู่ความชั่วมากขึ้นทุกที

ยิ่งกว่านั้น ความทุกข์ ความสิ้นหวัง ความว้าเหว่ ความว่างเปล่า และความกลัว ได้ครอบงำจิตใจของมนุษย์มากขึ้น ๆ จนเราไม่แน่ใจว่า เรากำลังมุ่งหน้าไปสู่อะไรกันแน่

ท่ามกลางความสิ้นหวังของสังคมมนุษย์นี้เอง พระเยซูคริสต์ได้ก้าวเข้ามา พร้อมกับอาสาที่จะแก้ไขปัญหาหลักของมนุษย์


โปรดฟังคำท้าชวนของพระองค์ต่อไปนี้ ด้วยจิตใจที่พินิจพิจารณา

"บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลาย หายเหนื่อยเป็นสุข" (มัทธิว 11:28)

"เรามอบสันติสุขไว้ให้แก่ท่านทั้งหลาย สันติสุขของเราที่ให้แก่ท่านนั้น เราให้ท่านไม่เหมือนโลกให้ อย่าให้ใจของท่านวิตก และอย่ากลัวเลย" (ยอห์น 14:27)

"ถ้าผู้ใดกระหาย ผู้นั้นจงมาหาเราและดื่ม" (ยอห์น 7:37)

"เราเป็นอาหารแห่งชีวิต ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิว และผู้ที่วางใจในเรา จะไม่กระหายอีกเลย" (ยอห์น 6:35)

"เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ชีวิต และจะได้อย่างครบบริบูรณ์" (ยอห์น 10:10)


ทุกวันนี้ วิทยาการยิ่งก้าวหน้า ดูเหมือนว่ามนุษย์กลับยิ่งไม่มีความสุข มนุษย์มีความสามารถสารพัด เอาชนะธรรมชาติ พิชิตดวงจันทร์ แต่ไม่สามารถพิชิตตนเอง เพราะว่าปัญหาพื้นฐานของมนุษย์อยู่ที่จิตใจ

ภายในจิตใจมนุษย์ คือช่องว่างที่ไม่อาจถมให้เต็มด้วยเงินทอง บ้านช่องสวยหรู อำนาจ ชื่อเสียง หรือกามารมณ์ นั่นเพราะเราแสวงหาในทางที่ผิด



Augustine นักปรัชญาที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง เคยร้องทูลพระเจ้าว่า

"พระองค์เจ้าข้า พระองค์ทรงสร้างเรามาเพื่อพระองค์เอง จิตใจของเราไม่อาจพบความสงบสุขแท้ได้เลย จนกว่าเราพบความสงบสุขในพระองค์"

ทุกวันนี้ มนุษย์ส่วนใหญ่ยังคงดิ้นรนต่อสู้ แก้ปัญหาทุกวิถีทางด้วยความสามารถที่จำกัดของตน โดยปราศจากพระเจ้า และหลายครั้งก็ต้องพบกับความผิดหวัง เพราะสังคมมนุษย์จมดิ่งสู่ความชั่วมากขึ้นทุกที

ยิ่งกว่านั้น ความทุกข์ ความสิ้นหวัง ความว้าเหว่ ความว่างเปล่า และความกลัว ได้ครอบงำจิตใจของมนุษย์มากขึ้น ๆ จนเราไม่แน่ใจว่า เรากำลังมุ่งหน้าไปสู่อะไรกันแน่

ท่ามกลางความสิ้นหวังของสังคมมนุษย์นี้เอง พระเยซูคริสต์ได้ก้าวเข้ามา พร้อมกับอาสาที่จะแก้ไขปัญหาหลักของมนุษย์


โปรดฟังคำท้าชวนของพระองค์ต่อไปนี้ ด้วยจิตใจที่พินิจพิจารณา

"บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลาย หายเหนื่อยเป็นสุข" (มัทธิว 11:28)

"เรามอบสันติสุขไว้ให้แก่ท่านทั้งหลาย สันติสุขของเราที่ให้แก่ท่านนั้น เราให้ท่านไม่เหมือนโลกให้ อย่าให้ใจของท่านวิตก และอย่ากลัวเลย" (ยอห์น 14:27)

"ถ้าผู้ใดกระหาย ผู้นั้นจงมาหาเราและดื่ม" (ยอห์น 7:37)

"เราเป็นอาหารแห่งชีวิต ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิว และผู้ที่วางใจในเรา จะไม่กระหายอีกเลย" (ยอห์น 6:35)

"เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ชีวิต และจะได้อย่างครบบริบูรณ์" (ยอห์น 10:10)



ฉันไม่ได้มาเพื่อบอกให้คุณเชื่อทันที  เพราะทุกอย่างต้องพิสูจน์ด้วยตัวเอง  ฉันมาเพียงท้าทายคุณให้รับสันติสุขอย่างแท้จริงลองรับการพิสูจน์ดูสิคะแล้วคุณจะรู้ว่าความรักสร้างสันติสุขได้ยังไง