13/6/54

ยอมรับความรักของพระเจ้า

ขณะนี้  คุณได้เข้าใจอย่างแน่นอนแล้วว่า คำว่า "ยิ้มหน่อยนะ พระเจ้ารักคุณ"  มีความหมายมากกว่าการเป็นเพียงคำขวัญเก๋ ๆ ที่พิมพ์อยู่บนสติกเกอร์ติดกันชนรถยนต์  ความรักของพระเจ้านั้น เป็นเรื่องซับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับบุคลิกทั้งหมดของพระเจ้า  เกี่ยวข้องกับการสำแดงความรักของพระองค์ในวิถีทางที่แตกต่างกัน  และความหลากหลายของการตอบสนองที่มีต่อความรักของพระองค์
ถ้าคุณเป็นคริสเตียน  คุณกำลังทำอะไรบ้างเพื่อตอบสนองความรักที่ไม่มีเงื่อนไขของพระเจ้าที่มีต่อคุณ  และคุณกำลังทำอะไรเพื่อให้คุณรักษาตัวเองให้อยู่ในความรักนี้ และชื่นชมยินดีในความรักนั้นอยู่เสมอ  คุณกำลังทำให้ดีที่สุดที่จะเชื่อฟังพระบัญชาของพระองค์ และยอมให้พระวิญญาณบริสุทธิ์นำคุณหรือไม่  คุณกำลังอ่านพระคัมภีร์ อธิษฐาน ปรนนิบัติผู้อื่น ไปคริสตจักรที่ยึดในหลักพระคัมภีร์อย่างสม่ำเสมอหรือ  คุณรับใช้อยู่หรือไม่  ถ้าไม่ ก็ถึงเวลาแล้วที่จะเริ่มต้นกระทำ
ถ้าคุณไม่ได้เป็นคริสเตียน  คุณอยากจะเปิดความคิดและจิตใจของคุณให้กับความรักของพระเจ้าที่มีต่อคุณหรือยัง  พระคัมภีร์กล่าวว่า

"ความรักที่ข้าพเจ้าพูดถึงนี้มิใช่ที่เรารักพระเจ้า แต่ที่พระองค์ทรงรักเรา และทรงใช้พระบุตรของพระองค์มาทรงเป็นผู้ลบล้างพระอาชญาที่ตกกับเราทั้งหลายเพราะบาปของเรา" (1ยอห์น 4:10)

ใช่แล้ว  พระเยซูคริสต์มายังโลกนี้ เพื่อตายแทนคุณ  เพื่อไถ่คุณให้พ้นจากความบาป  พระเยซูคริสต์เป็นของขวัญแห่งความรักของพระเจ้าที่ประทานให้คุณ
แต่ของขวัญที่ดีที่สุดในโลกนี้จะไม่มีความหมายใด ๆ เลย  ถ้าถูกห่อแล้ววางไว้บนหิ้งเฉย ๆ  จงรับของขวัญแห่งความรักของพระเจ้า  รับองค์พระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของคุณ  ทูลขอพระองค์ให้ช่วยเหลือคุณเดี๋ยวนี้  พระคัมภีร์กล่าวว่า

"เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์" (ยอห์น 3:16)


จากหนังสือ พระเจ้ารักฉันอย่างไร
(How Does God Love Me?)
เขียนโดย มาร์ติน อาร์เดอ ฮานห์ เขียน
แปลโดย วรินทรา
เรียบเรียงโดย กนกบรรณสาร
สำนักพิมพ์ กนกบรรณสาร

ฉันจะรักตัวเองอย่างไร

เราเห็นแล้วว่าพระคัมภีร์สอนไว้อย่างชัดเจนว่า  พระเจ้าเป็นบุคคลที่รักเราเป็นส่วนตัวได้  และเนื่องจากความรักนั้นมีทั้งที่มีเงื่อนไข และไม่มีเงื่อนไข  จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเราที่จะทำทุกสิ่งที่เราทำได้เพื่อให้เรารู้จักระมัดระวังรักษาตัวเองไว้ในความรักนั้น  โดยที่เราต้องเรียนรู้ และมีประสบการณ์ในความรักนั้น
ยูดาเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า

"แต่ส่วนท่านที่รักทั้งหลายนั้น จงสร้างตัวของท่านขึ้นบนหลักคำสอนอันบริสุทธิ์ของท่านที่เชื่อกันอยู่ และจงอธิษฐานในพระวิญญาณบริสุทธิ์  จงรักษาตัวไว้ให้ดำรงในความรักของพระเจ้า คอยพระกรุณาของพระเยซูคริสตเจ้าของเราจนกว่าจะได้ชีวิตนิรันดร์" (ยูดา 20-21)

ยูดายอมรับว่า เราสามารถทำได้มากกว่าที่เรากำลังทำอยู่ เพื่อจะได้รับความรักของพระเจ้า และสำแดงความรักนั้นต่อคนอื่น ๆ  ข้อความนี้เป็นการกล่าวย้ำถึงสิ่งที่พระเยซูคริสต์ตรัสกับสาวกของพระองค์ว่า
"พระบิดาทรงรักเราฉันใด เราก็รักท่านทั้งหลายฉันนั้น จงยึดมั่นอยู่ในความรักของเรา  ถ้าท่านทั้งหลายประพฤติตามบัญญัติของเรา ท่านก็จะยึดมั่นอยู่ในความรักของเรา เหมือนดังที่เราประพฤติตามพระบัญญัติของพระบิดา และยึดมั่นอยู่ในความรักของพระองค์ (ยอห์น 15:9-10)
ในที่นี้ พระเยซูเตือนเราอีกครั้งหนึ่งว่า เมื่อพูดถึงความรักของพระเจ้า ก็มีทั้งความรักที่อาจสูญเสียไป และไม่อาจสูญเสียไป  ถ้าพระเยซูคริสต์เองตรัสว่า พระองค์ยึดมั่นในความรักของพระบิดา โดยการกระทำสิ่งที่พระบิดาประสงค์ให้พระองค์กระทำแล้วล่ะก็  เราก็ควรตระหนักว่าเราเองควรจะทำเช่นนั้นเช่นกัน  ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า ไม่ว่าพระบิดาจะรักเรามากเพียงใดก็ตาม  เราก็มีโอกาสสูญเสียความชื่นชมยินดี และความรู้สึกถึงความรักนั้น หากเราใช้ชีวิตที่พระเจ้าไม่พอพระทัย และเอาอย่างโลกนี้

จากหนังสือ พระเจ้ารักฉันอย่างไร
(How Does God Love Me?)
เขียนโดย มาร์ติน อาร์เดอ ฮานห์ เขียน
แปลโดย วรินทรา
เรียบเรียงโดย กนกบรรณสาร
สำนักพิมพ์ กนกบรรณสาร