สวัสดีค่ะพี่น้องที่รักในพระคริสต์ทุกท่าน วันวาเลนไทน์ที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้างคะ? พี่น้องได้มีความสุขกับคนที่ท่านรัก กับครอบครัวของท่านมากน้อยแค่ไหน? เชื่อว่าพี่น้องได้ใช้วันแห่งความรักอย่างมีคุณค่าและเป็นประโยชน์ อย่างน้อยเราทั้งหลายก็ได้ร่วมส่งต่อความรักโดยการเขียนการ์ดวาเลนไทน์ให้กับพี่น้องที่อยู่ในเรือนจำ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ การ์ดวาเลนไทน์ได้ถึงมือพี่น้องในเรือนจำเรียบร้อยแล้ว พวกเราหวังใจว่าการ์ดทุกใบของพี่น้องจะเป็นพระพรแก่ผู้รับทุกคน
สำหรับอาทิตย์นี้สิ่งที่อยากหนุนใจพี่น้องก็คือชีวิตแห่งการนมัสการ การนมัสการพระเจ้ามีทั้งการนมัสการที่เป็นส่วนตัวและการนมัสการที่เป็นส่วนร่วมกับผู้อื่น เราต้องตระหนักอยู่เสมอว่า การนมัสการพระเจ้าคือการเข้ามาอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้า และแสดงความยำเกรงต่อพระองค์ทั้งร่างกาย จิตใจและจิตวิญญาณ ในวันอาทิตย์ที่ 13 กุมภาพันธ์ เราทั้งหลายได้เรียนรู้ถึงการนมัสการที่ถูกต้องในยอห์น 4:23-24 ว่าผู้นมัสการต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและด้วยความจริง ในการนมัสการจะเน้นท่าทีภายในจิตวิญญาณของผู้นมัสการมากกว่าจะเน้นที่สถานที่นมัสการหรือรูปแบบการนมัสการหรืออากัปกิริยาในการนมัสการ
อยากหนุนใจพี่น้องทุกท่านที่จะมีโอกาสได้เรียนรู้เรื่องการนมัสการมากขึ้น เพราะเราเป็น
ผู้นมัสการ เราต้องนมัสการพระเจ้าด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องตามหลักพระวจนะของพระเจ้า อยากให้เราได้มีท่าทีที่ถูกต้องในการนมัสการ มีการเตรียมตัวก่อนการนมัสการโดยการพิจารณาตนเอง เพราะเมื่อเราได้พบพระเจ้า เราต้องมีการตระหนักถึงความไม่เหมาะสม ไม่คู่ควร และไม่ถูกต้องของตนเอง รวมทั้งพร้อมที่จะสารภาพ และยอมให้พระเจ้าเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา และการนมัสการพระเจ้า
ทุกครั้งอยากให้เรานมัสการด้วยความชื่นชมยินดี พระเจ้ามีพระประสงค์ให้ผู้เชื่อชื่นชมยินดีในพระองค์
ทุกเวลา คริสเตียนยุคแรกร่วมใจกันนมัสการด้วยความ “ชื่นชมยินดี” ถึงแม้ว่าบางขณะจะมี
ความโศกเศร้าเนื่องด้วยการสำนึกบาป แต่ในที่สุดก็จะนำไปสู่ความชื่นชมยินดี ที่ได้รับการอภัย และ
ที่สำคัญการนมัสการพระเจ้า ผู้นมัสการต้องนมัสการ ด้วยความรักซึ่งกันและกัน การนมัสการที่ถูกต้องนั้นจะเกิดผลดีเพราะ “ทำให้พระเจ้าเข้าใกล้เรา” ยากอบ 4:8 “ท่านทั้งหลายจงเข้าใกล้พระเจ้า และพระองค์จะเสด็จมาใกล้ท่าน คนบาปทั้งหลายเอ๋ย จงชำระมือให้สะอาด และคนสองใจ จงชำระใจ
ของตนให้บริสุทธิ์”
พี่น้องคะ…สำหรับคริสเตียนแล้ว การนมัสการพระเจ้าเป็นสิ่งที่มีค่าสูงสุดในชีวิตอย่างไม่มี
ที่สิ้นสุด สำคัญทั้งในชีวิตนี้และชีวิตในสวรรค์ ดังนั้น เรามาทำให้การนมัสการทุกวันอาทิตย์เป็น
การนมัสการที่มีคุณค่าและถวายเกียรติสุงสุดแด่พระเจ้ากันเถอะค่ะ ?
ขอพระเจ้าอวยพระพรค่ะ
ขอบคุณ Administrator
2/6/54
เฝ้าเดี่ยวคืออะไร
การเฝ้าเดี่ยว1. การเฝ้าเดี่ยวคือ: การนมัสการส่วนตัวกับพระเจ้าทุกๆ วัน เป็นวิธีการหนึ่งที่รักษาความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าไว้ เป็นการแสดงความยำเกรง การยกย่อง การเชื่อฟัง การแสดงความรัก และการขอบพระคุณพระเจ้า ปกติแล้วคริสเตียนจะเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการเฝ้าเดี่ยวในตอนเช้า ใช้เวลานั้นฟังพระสุรเสียงของพระเจ้าจากข้อพระคัมภีร์ที่ไตร่ตรอง และตอบสนองด้วยการอธิษฐาน เราจะจัดเวลาเฝ้าเดี่ยวในเวลาที่เป็นส่วนตัวเวลาใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นตอนเช้า แต่ควรทำอย่างสม่ำเสมอ
2. เนื้อหาในการเฝ้าเดี่ยว: ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว จะเน้นการไตร่ตรองพระคัมภีร์เป็นหลัก และตอบสนองสิ่งที่ได้รับ ด้วยการอธิษฐานและร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า
3. ขั้นตอนการเฝ้าเดี่ยว: 1. เริ่มต้นด้วยการอธิษฐานขอพระเจ้าเปิดตาเราและตรัสกับเรา 2. อ่านพระคัมภีร์ตามที่หนังสือเฝ้าเดี่ยวกำหนดไว้หลายๆ รอบ จนสามารถจำเนื้อหาได้และมั่นใจว่าพระเจ้ากำลังตรัสกับเราอยู่ 3. ไม่ควรใช้หนังสืออธิบายพระคัมภีร์แทนพระคัมภีร์ หลังจากอ่านพระคัมภีร์แล้ว ให้ไตร่ตรองคำถามจากหนังสือเฝ้าเดี่ยวและฟังพระสุรเสียงจากพระเจ้า ควรไตร่ตรองความหมายที่เปิดเผยในพระคัมภีร์ตอนนั้น อาจจะเป็นเรื่องความผิดบาป การดำเนินชีวิต พระเยซูคริสต์ พระวิญญาณบริสุทธิ์ ความเชื่อ ความหวัง ความรัก ฯลฯ สามารถไตร่ตรองจากหนังสือเฝ้าเดี่ยวหรือจากข้อพระคัมภีร์ที่ประทับใจก็ได้ หลังจากนั้นนำมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต 4. บันทึกสิ่งที่ไตร่ตรองลงในช่องว่าง ไม่ควรเป็นลักษณะการตอบคำถามและไม่ควรค้นหาคำตอบจากพระคัมภีร์ 5. เมื่อได้รับการเปิดเผยและคำสอนแล้ว ให้อธิษฐานตอบสนองโดยการร้องเพลงสรรเสริญขอบพระคุณ สารภาพความผิดบาป หรือทูลมอบปัญหากับพระเจ้า 6. นำสิ่งที่ได้รับจากการไตร่ตรองมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
2. เนื้อหาในการเฝ้าเดี่ยว: ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว จะเน้นการไตร่ตรองพระคัมภีร์เป็นหลัก และตอบสนองสิ่งที่ได้รับ ด้วยการอธิษฐานและร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า
3. ขั้นตอนการเฝ้าเดี่ยว: 1. เริ่มต้นด้วยการอธิษฐานขอพระเจ้าเปิดตาเราและตรัสกับเรา 2. อ่านพระคัมภีร์ตามที่หนังสือเฝ้าเดี่ยวกำหนดไว้หลายๆ รอบ จนสามารถจำเนื้อหาได้และมั่นใจว่าพระเจ้ากำลังตรัสกับเราอยู่ 3. ไม่ควรใช้หนังสืออธิบายพระคัมภีร์แทนพระคัมภีร์ หลังจากอ่านพระคัมภีร์แล้ว ให้ไตร่ตรองคำถามจากหนังสือเฝ้าเดี่ยวและฟังพระสุรเสียงจากพระเจ้า ควรไตร่ตรองความหมายที่เปิดเผยในพระคัมภีร์ตอนนั้น อาจจะเป็นเรื่องความผิดบาป การดำเนินชีวิต พระเยซูคริสต์ พระวิญญาณบริสุทธิ์ ความเชื่อ ความหวัง ความรัก ฯลฯ สามารถไตร่ตรองจากหนังสือเฝ้าเดี่ยวหรือจากข้อพระคัมภีร์ที่ประทับใจก็ได้ หลังจากนั้นนำมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต 4. บันทึกสิ่งที่ไตร่ตรองลงในช่องว่าง ไม่ควรเป็นลักษณะการตอบคำถามและไม่ควรค้นหาคำตอบจากพระคัมภีร์ 5. เมื่อได้รับการเปิดเผยและคำสอนแล้ว ให้อธิษฐานตอบสนองโดยการร้องเพลงสรรเสริญขอบพระคุณ สารภาพความผิดบาป หรือทูลมอบปัญหากับพระเจ้า 6. นำสิ่งที่ได้รับจากการไตร่ตรองมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
พระเจ้าทรงเป็นความรักหมายความว่าอย่างไร?
พระเจ้าทรงเป็นความรักหมายความว่าอย่างไร?
คำถาม: พระเจ้าทรงเป็นความรักหมายความว่าอย่างไร?
คำตอบ: พระเจ้าทรงเป็นความรักหมายความว่าอย่างไร? ก่อนอื่นให้เรามาดูกันว่าพระวจนะของพระเจ้า, พระคัมภีร์, อธิบายคำว่า “ความรัก” ว่าอย่างไร ต่อจากนั้นเราจะมาดูกันสักสองสามทางว่ามันเกี่ยวข้องกับพระเจ้าอย่างไร “ความรักนั้นก็อดทนนานและกระทำคุณให้ ความรักไม่อิจฉา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง ไม่หยาบคาย ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว ไม่ฉุนเฉียว ไม่ช่างจดจำความผิด ไม่ชื่นชมยินดีเมื่อมีการประพฤติผิด แต่ชื่นชมยินดีเมื่อประพฤติชอบ ความรักทนได้ทุกอย่างแม้ความผิดของคนอื่น และเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ และมีความหวังอยู่เสมอ และทนต่อทุกอย่าง ความรักไม่มีวันสูญสิ้น” (1 โครินธ์ 13:4-8ก)
นี่คือคำจำกัดความของพระเจ้าเกี่ยวกับความรัก นี่คือพระลักษณะของพระองค์ และนี่ควรจะเป็นเป้าหมายของคริสเตียนด้วย (แม้ว่าจะต้องใช้เวลา) การสำแดงความรักที่ยิ่งใหญ่สูงสุดของพระเจ้าที่ทรงมีต่อเรามีปรากฏอยู่ในข้อพระคัมภีร์ยอห์น 3:16 และ โรม 5:8 “เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์” “แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา” เราสามารถเห็นได้จากข้อพระคัมภีร์สองข้อนี้ว่ามันเป็นพระประสงค์ที่ยิ่งใหญ่สูงสุดของพระเจ้าที่เราจะให้เราไปอยู่กับพระองค์ที่บ้าน (สวรรค์) ชั่วนิรันดร์ พระองค์ทรงทำให้ทางนั้นเป็นไปได้โดยการทรงไถ่เราให้หลุดพ้นจากความบาป พระองค์ทรงรักเราเพราะทรงเลือกที่จะทำเช่นนั้น “จิตใจของเราปั่นป่วนอยู่ภายใน ความเอ็นดูของเราก็คุกรุ่นขึ้น” (โฮเชยา 11:8ข) ความรักไม่ช่างจดจำความผิด “ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น” (1 ยอห์น 1:9)
ความรัก (พระเจ้า) ไม่มีการบังคับใจ ผู้ที่เข้ามาหาพระองค์เข้ามาเพราะความรักของพระองค์ดึงดูดให้เข้ามา ความรัก (พระเจ้า) สำแดงความเมตตาต่อทุกคน ความรัก (พระเยซู) ทำความดีให้กับทุกคนโดยไม่ลำเอียง ความรัก (พระเยซู) ไม่อยากได้ของ ๆ คนอื่น อยู่ด้วยความถ่อมโดยไม่บ่น ความรัก (พระเยซู) ไม่อวดตัวว่าเป็นใคร แม้ว่าพระองค์สามารถเอาชนะทุกคนที่ทรงเจอได้ ความรัก (พระเจ้า) ไม่เรียกร้องความเชื่อฟัง พระเจ้าไม่ได้ทรงเรียกร้องความเชื่อฟังจากพระบุตร แต่ พระเยซูเต็มพระทัยที่จะเชื่อฟังพระบิดาบนสวรรค์ “แต่เราได้กระทำตามที่พระบิดาได้ทรงบัญชาเรา เพื่อโลกจะได้รู้ว่าเรารักพระบิดา” (ยอห์น 14:31) ความรัก (พระเยซู) สนใจผลประโยชน์ของผู้อื่นเสมอ
คำจำกัดความสั้น ๆ ของคำว่าความรักนี้แสดงให้เห็นถึงชีวิตที่ไม่เห็นแก่ตัว ซึ่งตรงกันข้ามกับชีวิตที่เห็นแก่ตัวของมนุษย์ มันเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ที่พระเจ้าทรงให้ความสามรถที่จะรักดังเช่นที่พระองค์ทรงรักกับผู้ที่ต้อนรับพระบุตร พระเยซู เข้ามาในฐานะพระผู้ช่วยให้รอดส่วนตัวของเขา โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ (ดู ยอห์น 1:12; 1 ยอห์น 3:1, 23, 24) มันช่างเป็นการท้าทายและเป็นสิทฺธิพิเศษอะไรเช่นนั้น
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)